ครั้งหนึ่งนั้นฉันออกอุบาย ให้เด็กทั้งหลายต้องวิ่งไปมา

พวกเขาวิ่งรอบศาลา ในวันที่อากาศหนาวเย็น

ฉันหัวเราะ  หัวเราะมากมาย  สนุกที่สุดในรอบหลายปี

.........

            ปีนี้อากาศหนาวมากกว่าทุกปี ใครๆ ก็ว่าอย่างนั้น นักพยากรณ์อากาศก็ว่าอย่างนั้น เขาว่าคนจะต่างจังหวัดคงจะลำบาก ฉันไม่ได้สนใจนักเพราะกรุงเทพฯนั้นว่าเย็นสบายดี ที่กรุงเทพฯไม่ค่อยมีโอกาสจะได้เย็นกับเขาหรอก ฉันก็ไม่เคยรู้จักความเย็นที่มากไปกว่าห้องคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน ไม่รู้จักหรอกว่าความหนาวนั้นเป็นอย่างไร ไม่เคยคิดว่าตลอดชีวิตนี้จะได้ไปสัมผัสอะไรอย่างนั้นด้วย ฉันเป็นคนติดบ้าน ไม่ชอบการเดินทาง ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะได้ไปสัมผัสกับความหนาวจริงๆ

 

            แต่โอกาสนั้นก็มาถึง ในวันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายน

 

            แม่บอกว่าปีนี้อากาศหนาวมาก มีคนที่ยังลำบากกว่าเราอีกเยอะ และอยากให้ฉันได้ไปเห็นด้วย ฉันไม่ได้อยากไปไหนโดยไม่มีคอมพิวเตอร์หรอกแต่ก็ขัดแม่ไม่ได้ ดังนั้นฉันจึงต้องนั่งมาในรถของครอบครัวที่ขับตามรถคันอื่นๆ ในขบวนเดินทางเดียวกัน พวกเรากำลังจะไปที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย จะไปยังโรงเรียนหนึ่ง บนดอยหนึ่ง จะไปทำบุญที่วัด เอาของไปบริจาค และไปทำเสาธงให้โรงเรียน... แม่ฉันบอกอย่างนั้น

 

ฉันไม่ได้ใส่ใจฟังที่แม่พูดนักเพราะมัวแต่สนใจนอกหน้าต่าง หมอกลงจัดมากจนมองทางลำบาก รถโคลงไปมาเพราะทางทั้งเล็กและขรุขระ แคบจนเหมือนเป็นทางสำหรับรถมอเตอร์ไซด์มากกว่ารถยนต์ ยิ่งมองข้างทางฉันก็ยิ่งกลัว ไม่มีรั้วกั้นถนนเลย มีก็แต่ต้นไม้กับเหว ถ้าตกลงไปคงไม่ต้องเสียเวลาหาศพกัน...

 

            อุณหภูมิเหลือเพียงแปดองศาในยามเช้าแรกที่ฉันมาถึงโรงเรียนเป้าหมาย หนาวเสียจนเมื่อพูดก็มีไอออกมาจากปากและกระจกหน้ารถก็เป็นฝ้ามัว ฉันต้องใส่เสื้อกันหนาวทับเสื้อแขนยาวที่หนาที่สุดที่มีอีกชั้นหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อออกไปสัมผัสกับอากาศจริงๆ ลมที่พัดมาก็ทำเอาฉันหน้าชาไปเลยทีเดียว

 

            โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนเล็กๆ ตัวอาคารเรียนสูงสองชั้นตั้งอยู่โดดเดี่ยว มีเรือนไม้ของใครซักคนตั้งอยู่ห่างออกไป ชาวบ้านยกเรือนหลังนั้นให้เป็นที่พักชั่วคราวของผู้ชายในคณะเดินทาง ส่วนผู้หญิงและเด็กให้ไปพักที่บ้านตึกอีกหลังที่อยู่ไกลจากโรงเรียนออกไป

 

            บ้านตึกไม่น่าสนใจสำหรับเด็กกรุงเทพฯ อย่างฉัน เรือนไม้แปลกตานั่นต่างหากที่น่าสนใจ ฉันเดินดิ่งไปทางนั้นในทันที มันเป็นเรือนไม้มีใต้ถุนต่ำหลังไม่ได้ใหญ่โตอะไร เรียบง่ายไม่มีการตกแต่ง ข้างๆ เรือนไม้หลังนั้นมีศาลาเล็กๆ ตั้งอยู่หลังหนึ่ง คาดว่าคงสร้างไว้เพื่อเป็นที่นั่งเล่นของเด็กๆ แต่ยามนี้ตัวศาลาว่างเปล่าหงอยเหงาอยู่ท่ามกลางหมอกสีขาวหนาวเย็น ฉันละสายตาจากที่นั่นและออกเดินสำรวจรอบเรือนไม้ซึ่งกว้างกว่าแทน ต้นไม้รอบๆ ที่พักผลัดใบจนดูหร็อมแหร็ม ผืนดินแห้งแตกแข็งกระด้างเพราะอากาศเย็น บรรยากาศทุกอย่างหดหู่ไปหมด

 

            แต่เมื่อฉันวนกลับมาถึงจุดเริ่มต้นอีกครั้ง ศาลาว่างเปล่าแห่งนั้นก็มีเด็กเล็กๆ มากมาย เด็กสักชั้นประถมต้นจนถึงมัธยมต้น พวกเขานั่งกันอยู่ในศาลา ...ด้วยเสื้อบางเบา

 

            เด็กบางคนใส่เสื้อแขนยาว บางคนใส่เสื้อกันหนาวแต่ก็เป็นเสื้อกันหนาวอย่างบางนัก และบางคนก็ใส่เพียงเสื้อยืดแขนสั้นธรรมดาๆ พวกเขามองฉันแล้วก็พูดกัน ฉันเห็นไอขาวๆ ออกมาจากปาก พวกเขาก็เห็น.. แต่กลับยกเอามือปัดเล่นกันสนุกสนาน

 

            ฉันเดินเข้าไปนั่งในศาลาตามคำชวนของแม่เด็กคนหนึ่งที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว ไม้ของศาลาเย็นเฉียบจนเหมือนนั่งอยู่บนม้าหินในยามอากาศหนาว แต่มันเป็นความเย็นที่มากกว่าและไม่หายไปแม้ว่าเราจะนั่งเป็นเวลานาน กางเกงยีนหนาๆ ของฉันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย ฉันได้แต่นั่งแล้วก็มองไปอีกทาง ไม่กล้าหันหน้าเข้าศาลา ...ฉันเป็นคนเดียวที่มีเสื้อกันหนาวหนาๆ ใส่ ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ บ้างกอดอก บ้างเป่ามือ

 

            ถึงจะไม่อยากเห็นแต่ฉันก็ได้เห็น... คนลำบากกว่าฉันมีมากมายจริงๆ

 

            ...แล้วจะทำยังไง จะถอดเสื้อฉันให้เขาหรือ?... ฉันถามตัวเอง แล้วก็เถียงตัวเอง

 

...ไม่หรอก บางทีคนพวกนี้อาจจะมีเสื้อเหมือนกันแต่แกล้งไม่ใส่มาทำให้คนที่มาบริจาคเห็นใจก็ได้...  ฉันขยะแขยงความคิดตัวเองขึ้นมาในฉับพลัน

 

            ...แล้วจะทำยังไง จะถอดเสื้อฉันให้เขาหรือ?...

 

            ...เสื้อตัวเดียวห่มคนทั้งหมดได้หรือ? ถ้าถอดเสื้อแล้วฉันจะทนหนาวได้หรือ? พวกเขาอยู่บนภูเขามาตั้งแต่เกิดต้องทนความหนาวได้ดีกว่าฉันอยู่แล้ว อย่าถอดเลย...  

 

            ... งั้นก็ปล่อยไว้อย่างนี้ก็ได้งั้นสิ แล้วฉันก็นั่งเฉยๆ ดูพวกเขาหนาวกันต่อไปก็ได้เหรอ...

 

            ... แล้วจะทำอะไรได้หรือไงล่ะ...  ฉันคิด ฉันเถียง เสียงมากมายทะเลาะกันอยู่ในหัว

 

            ฉันมองไปที่เด็กๆ ที่นั่งอยู่ข้างๆ นั่งอยู่รอบๆ ตัว ...ต้องมีทางทำอะไรได้บ้างสิ... ฉันคิดอีก แล้วก็มีเสียงค้านมาอีก

 

            ...จะทำอะไรได้ เงินก็ไม่มี ของก็ไม่มี แค่จะเสียสละของตัวเองยังทำไม่ได้ จะไปทำอะไรได้ฮึ ทำไม่ได้หรอก แกมันก็แค่เด็กคนนึงเท่านั้นแหละ จะทำอะไรได้...

 

            ...ได้สิ! ต้องมีสักอย่างที่ถึงจะเป็นเด็กก็ทำได้ ถึงเป็นฉันก็ทำได้ ไม่ต้องเป็นผู้ใหญ่ก็ทำได้...

 

            ความเงียบยาวนั้นยาวนาน การถกเถียงกับตัวเองก็ยาวนาน เด็กๆ เหลือบมองฉันแล้วซุบซิบ ฉันก็เหลือบมองพวกเขา เราอยู่ไม่ใกล้ แต่ก็ไม่ห่าง ระยะห่างเพียงสองก้าวแต่เราก็ไม่รู้จักกัน ฉันหนาวจนเล็บกลายเป็นสีม่วง แต่ก็ไม่อยากลุกจากไปจากศาลาอันหนาวเหน็บที่ไร้กำแพงกำบังลม ฉันอยากค้นพบบางสิ่งที่ตัวเองจะทำได้

 

            ฉันไม่แน่ใจนักว่านั่งอยู่นานเท่าไหร่จนกระทั่งความคิดสุดบรรเจิดนั่นแล่นเข้ามา ดีใจเสียจนแอบยิ้มที่มุมปาก ฉันโดดผลุงลุกออกจากศาลา เพื่อลงมือทำตามแผนของตนเองอย่างเงียบเชียบ ความตื่นเต้นระอุอยู่ในใจ ฉันไม่รู้หรอกว่ามันจะสำเร็จหรือเปล่า แต่นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ฉันคิดว่าตัวเองจะทำได้แล้ว

 

            ฉันก้มลงหยิบก้อนหินระเกะระกะจากแถวนั้นมาก้อนหนึ่ง อีกก้อนหนึ่ง และอีกก้อนหนึ่ง หยิบแต่ละก้อนอย่างเชื่องช้า จงใจดึงดูดสายตาของทุกคนที่นั่นมาที่ตัวเอง ...เมื่ออุบายของฉันเริ่มต้นอย่างประสบความสำเร็จเช่นนี้แล้วฉันก็เริ่มดำเนินแผนต่อไปอย่างตื่นเต้น

 

            ฉันเคยแต่อ่านหนังสือ หนังสือบอกว่าแต่ละภาคแต่ละจังหวัดต่างก็มีการละเล่นของตัวเอง ฉันไม่แน่ใจสักนิดว่าคนที่นี่จะรู้จักหมากเก็บเป็นไหม ฉันสงสัย... และเพื่อการรู้โดยไม่ต้องถาม ฉันก็นั่งลงที่พื้นหินของศาลา ทอยก้อนหินแข็งๆ ห้าก้อนลงไปบนพื้น เด็กๆ หลายคนมอง และหลายๆคนก็เข้ามา

 

            ฝีมือการโยนหมากพลาสติกสมัยประถมของฉันไม่ได้เรื่องเท่าใด ผ่านไปหกปีก็ดูเหมือนจะยิ่งแย่กว่าเดิมหลายเท่า แต่ว่าเพราะฝีมือทอยหมากห่วยๆ ของฉันก็ทำให้ได้รู้จักเด็กๆ มากมาย มีเด็กเล่นเก่งกว่าฉันเยอะแยะ มือฉันเจ็บแดงไปหมด แต่ฉันก็ดีใจ อุบายขั้นแรกของฉันสำเร็จผล ไม่นานนักทุกคนก็รวมเข้ากันเป็นกลุ่มใหญ่

 

            ...และฉันก็ดำเนินการแผนขั้นสุดท้าย

 

            คุณเชื่อหรือเปล่าว่าเด็กที่นี่ไม่รู้จักการเล่นแปะแข็ง คุณยังรู้จักแปะแข็งหรือเปล่า คนอื่นๆอาจเรียกอย่างอื่น แต่ฉันเมื่อตอนเด็กๆ เรียกอย่างนี้ มันเป็นเกมวิ่งไล่จับที่ ‘คนวิ่งไล่’ โดนตัวใครแล้วคนที่ถูก ‘แปะ’ นั้นจะต้องยืนแข็งๆ ท่าใดท่านั้นห้ามขยับจนกว่าจะมี ‘คนวิ่งหนี’ คนอื่นมา ‘แปะ’ อีกครั้งจึงเคลื่อนที่ได้

 

            ฉันสอนพวกเขาแล้วเราก็เล่นด้วยกัน พวกผู้ใหญ่หัวเราะกันมากมาย ว่าฉันเป็นหัวโจกนำเด็กเล่นแผลงๆ โตแล้วไม่รู้จักโตกลับไปวิ่งเล่นอยู่กับเด็กๆ ได้

 

            ฉันเหนื่อยมาก... ฉันไม่เคยชอบการวิ่งเลย ฉันไม่ใช่คนออกกำลังกาย เกลียดกีฬาทุกประเภท แต่วันนี้ฉันก็วิ่ง วิ่งอย่างมีความสุข วิ่งจนจุกวิ่งจนแข็งขาอ่อนแรง วิ่งจนหายใจไม่ทัน วิ่งมากมายอย่างที่ไม่ได้ทำอีกเลยตั้งแต่เข้าชั้นมัธยมศึกษา ฉันผูกมัดตัวเองไว้กับอะไรบางอย่างที่บอกว่าฉันโตแล้วและทำบางสิ่งไม่ได้  ฉันผูกกับบางสิ่งนั้นไปทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี จนฉันก็ลืมไปแล้ว... ว่าความสุขหาได้ง่ายๆ เพียงแค่การวิ่งด้วยกัน

 

            วันนี้เหมือนฉันย้อนตัวเองกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง เมื่อวิ่งกันจนเหนื่อยเสียจนวิ่งไม่ไหว ทุกคนก็กลับมานั่งพักกันที่ศาลา หันหน้าเข้าหากันและพูดคุย ฉันฟังภาษาพื้นบ้านไม่ออกเลยจึงคุยได้แต่กับเด็กที่รู้ภาษากลาง แต่เมื่อเราวิ่งเล่นและพูดคุยกันแล้ว ความเป็นมิตรก็คงเกิดขึ้นที่ไหนซักแห่ง เพราะฉันสัมผัสถึงมันได้ ฉันคุยไปยิ้มไป ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง... แต่ฉันมีความสุข และอิ่มใจอย่างที่ไม่เคยเป็น

 

            ไม่มีเด็กคนไหนยืนกอดอกหรือนั่งเป่ามืออีกแล้ว... ฉันเองก็ต้องถอดเสื้อกันหนาวออกมาผูกเอวไว้ด้วยเหมือนกัน...

 

บางทีฉันคงจะจำเรื่องนี้ไปอีกนานแสนนาน....

........

ครั้งหนึ่งนั้นฉันออกอุบาย ให้เด็กทั้งหลายต้องวิ่งไปมา

พวกเขาวิ่งรอบศาลา ในวันที่อากาศหนาวเย็น

ฉันหัวเราะ  หัวเราะมากมาย  สนุกที่สุดในรอบหลายปี

 ===========================================
 
เขียนครั้งแรก 2005 , rewrite 2013

นานนัก = =" แต่รีไรต์อีกรอบแล้วอยากทำรูปด้วยจัง 

edit @ 18 Jun 2013 01:19:31 by fayfena



 
คนรักหนังสือไม่ควรพลาดจริงๆ ค่ะ ยิ่งใครอ่านภาษาอังกฤษคล่องๆ หรืออยากจะหาหนังสือภาษาอังกฤษให้ลูกหลาน (หรือให้ตัวเองหัดอ่านแบบข้อยก็ได้) หนังสือถูกมากกกกกกก มากกว่าไปซื้อหนังสือภาษาอักกฤษจากร้านเอเซียบุ๊ค หรือคิโนะแน่นอนค่ะ 

ไปมาแล้ววววว ถ่ายจากท้ายเรือ เพราะเขาเปิดทางเข้าให้จากท้ายเรือค่ะ หัวเรืออยู่อีกด้าน แต่ขี้เกียจเดินอ้อมอาคารไปถ่ายรูป

เชิญไปต่อคิวซื้อบัตรขึ้นเรือ 20 บาท ทางนี้

สามารถให้แท็กซี่เข้ามาส่งได้ถึงที่จอดรถบุคคลทั่วไปเลยนะคะ ไม่ต้องจอดด้านหน้า เดินไกล อากาศร้อนนนนน ด้านหน้ามีรถบริการน้ำประปาดื่มได้เย็นๆ มาจอดให้บริการด้วยค่ะ 

พาเด็กไปเที่ยว

ส่วนนี้เป็นจุดฟังบรรยายส่วนต่างๆ ของเรือที่เปิดให้บริการเข้าชมได้ค่ะ จะมีโซนร้านหนังสือ มีนิทรรศกาลเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อ HIV และส่วนขายอาหารน้ำดื่ม  สามารถถ่ายรูปได้ทุกจุดค่ะ

แต่บังเอิญว่าวิญญาณหนอน(หนังสือ)เข้าสิง พอหลุดไปโซนหนังสือก็ลืมถ่ายรูป มัวแต่กรี๊ดกร๊าดหนังสือถูกแทน 

ส่วนนี้น่าจะเป็นส่วนจำลองที่พักลูกเรือ พื้นที่ต้องใช้สอยอย่างประหยัดจริงๆ

แต่ก็ยังมีโต๊ะเขียนหนังสือให้นะ

[Facebook Photo]

สวยเน้ออ

[Facebook Photo]

หนังสือทำอาหารก็เยอะมากกกก หลากหลายทั้งสลัด เค้ก คุ๊กกี้ ขนมอบทั้งหลาย ราคาไม่แพงด้วย ยืนชั่งใจนานมากว่าจะซื้อดีไหม

มีหนังสือ text ค่อนข้างเยอะเหมือนกันถ้าเทียบกับสัดส่วนหนังสือทั้งหมด มีหลายวิชา โดยมากจะค่อนไปทางการแพทย์

พจนานุกรมถูกมากค่ะ มีหนังสือเด็กเยอะ ไบเบิลและเกี่ยวกับศาสนาเยอะ text ทางการแพทย์ก็เห็นพอสมควรค่ะ มีขายซีดีเพลงด้วยนะคะ หนังสือครอบครัว how to ของคู่รัก/คู่แต่งงาน หนังสือนิทาน สารานุกรม วรรณกรรมคลาสสิก มีหลากหลายแนวค่ะ

ใครอยากไปดูพวกtext หนังสือไม่ใหม่นัก แต่เป็นพวกวิชาพื้นฐาน หลังเค้าเตอร์จ่ายเงินมีอีกกองใหญ่ให้เลือกเลยค่ะ ถูกด้วย เฉพาะเล่มที่อยากได้เองนี่หนาๆ ไม่เกินสามร้อยเลยค่ะ ถูกจนน้ำตาจะไหล แต่ดันอยู่ในภาวะแกลบจัด

ส่วนใครคาดหวังให้เยอะมากมายแบบงานหนังสือก็ไม่ถึงขนาดนั้นค่ะ แต่ก็ประมาณได้กับร้านหนังสือใหญ่ๆ ร้านหนึ่ง
 
มีส่วนขายของที่ระลึกและแบบจำลองเรือให้ซื้อกลับไปเป็นของฝากด้วยค่ะ 

มีโมเดลเรือขายด้วยน้าา แต่อันนี้ไม่ใช่logos hope

ใครอยากได้โมเดล Logos Hope ตรงช่องทางออกจะมีให้บริจาค 20 บาท แล้วหยิบโมเดลอันเล็กกลับบ้านไปได้เลยค่ะ น่ารักมาก แต่ไร้ฝีมือการต่อโมเดลเลยไม่ได้ซื้อกลับมา 

สถานะความเสียหายวันนี้ จำนวนสองเล่ม 380บาท

ลืมบอกไป หนังสือในเรือจะมีหน่วยราคาเป็นยูนิตนะคะ

เทียบอัตราได้ 100 ยูนิต = 80 บาท
ข้างๆ ชั้นหนังสือจะมีป้ายเทียบราคาบอกให้ตลอดทั้งลำค่ะ สนใจเล่มไหนก็เทียบราคาได้เลย 
สุดท้ายยยยย

สิ่งที่ทำให้ชีวิตฟินวันนี้นอกจากหนังสือคือ...

ผู้ชายคนนี้

 
ตัวจริงน่ารักมากกกก

ไปเรือหนังสือกันเถอะค่ะ!!!! 

edit @ 7 Mar 2013 21:31:45 by fayfena

ภูตขนมไทยด้วยคนสิ!!

posted on 25 Jan 2013 19:26 by fayfena in photo directory Cartoon
เพิ่งได้สิทธิ์ new editor มาหมาดๆ เอนทรี่นี้จึงเกิดจากความอยากลองของใหม่ + ความเห่อกระแสภูตขนมไทยล้วนๆ

ภูตขนมดอกโสน~~ อยากเล่นกับเพจ ภูตขนมไทย มาตั้งแต่เช้า กว่าจะเสร็จก็พ้นวันพอดี เอิ๊ก เสียดายไม่มีสีโปสเตอร์ติดบ้าน ไม่งั้นสลัดลงไปเป็นมะพร้าวขูดสักหน่อย อร่อยเลย

ภูตขนมดอกโสน~~ อยากเล่นกับเพจ ภูตขนมไทย มาตั้งแต่เช้า กว่าจะเสร็จก็พ้นวันพอดี เอิ๊ก เสียดายไม่มีสีโปสเตอร์ติดบ้าน ไม่งั้นสลัดลงไปเป็นมะพร้าวขูดสักหน่อย อร่อยเลย

ว่าแล้วก็ลองลาก
 
จริงๆ แล้วน้องขนมดอกโสนนี่คิดไว้นานแล้วเหมือนกัน พอเห็นเพจนี้เลยจับเอามาปรับๆ แก้ๆ เสียหน่อย เลือกแก้สีผมให้เป็นสีขาว เพราะว่ายังไม่มีอะไรเป็นตัวแทนของแป้ง มะพร้าว และน้ำตาลเลย

กินดอกโสนมาสามวันติดต่อกัน... ดอกโสนเข้าเส้น ขับออกมาเป็นน้องดอกโสน!?

จริงๆ นี่เป็นน้องดอกโสนรุ่นแรก ...ที่ตั้งใจว่าจะแปะที่ exteen นี่แหละ แต่ด้วยเหตุอันใดไม่ทราบ สุดท้ายก็ไม่ได้แปะ จึงมีตัวตนอยู่อย่างลึกลับบนเฟซของข้อยเท่านั้น (ฮา) ช่วงที่วาดเจ้าตัวนี้ออกมาเป็นช่วงที่กินดอกไม้เยอะมากกกกกกกก

จนฟุ้งซ่านออกมาเป็นสามสาวพี่น้อง คือน้องเล็กดอกโสน พี่กลางดอกอัญชัน และพี่สาวคนสวยดอกแค (เป็นของกินที่บ่งบอกภาวะความเป็นอยู่ของเจ้าของบล็อกมาก) แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่ได้วาดพี่สาวทั้งสองจนบัดนี้ ฮาาาา 
 
ถ้าเพจนี้จะยังคุกคาม(?)ด้วยการฟีดไม่หยุดล่ะก็... สงสัยจะมี "ภูตขนมไทย" ฝีมือเราออกมาอีกแน่ๆ เลยล่ะ 
 
edit

มันงอกเพิ่มจริงๆ ด้วย 555

ภูตขนมช่อม่วง~~~ ตอนแรกอยากวาดเป็นชุดราตรีที่เต็มไปด้วยขนมช่อม่วง แต่รู้สึกว่าขนมหน้าตาดูชาววัง(แต่มันชาววังไหมนะ?) ดูไม่เหมาะกับชุดราตรี จึงออกมาเป็นภูตหน้าตาแบบนี้แทน ฮี่ๆๆ ภูตขนมไทย

ความจริงที่ไม่เคยมีใครรู้คือ.... ช่อม่วงเป็นสาววาย!! ความม่วงจากภายในสู่ภายนอก นี่แหละคือพลังภูต!! (???)

สนุกแท้ ~ มาเล่นด้วยกันสิคะ 5555

edit @ 26 Jan 2013 11:19:35 by fayfena