อยากเล่า ...เรื่องคนพิการ
posted on 04 Dec 2009 12:15 by fayfena4 ธันวาคม 2552
ไม่ได้มาเขียนบล็อกที่ exteen เสียนานเลยค่ะ
ตอนนี้เจ้าของบล็อกเรียนจบเรียบร้อยแล้ว รูปรับปริญญาไม่ได้นำมาอวด เพราะว่าขี้เกียจแต่งรูป
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนโกหก เผลอแป๊บเดียวตอนนี้ จขบ. ทำงานมาเข้าเดือนที่ 8 แล้ว อยู่ในหน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐค่ะ เป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราวตัวเล็กๆ เท่านั้นเอง แรกๆ อยู่ในช่วงปรับตัว นอกจากจิตตกง่าย แล้วยังวุ่นวายตลอดเวลา แต่ตอนนี้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางตามสมควรแล้วค่ะ จขบ. เองก็คิดว่าตัวเองโชคดีเหมือนกันนะที่ได้มาทำอะไรตรงนี้ มีเรื่องดีๆ เรื่องที่ทำให้รู้สึกดีมากมายเหมือนกันค่ะ ชีวิตอาจไม่โลดโผนนัก แต่ก็ตื่นเต้นในระดับหนึ่งนะ
ก่อนนี้วางแผนไว้ว่าจะเอารูปที่ไปร่วมกิจกรรมกับผู้สูงอายุที่สุพรรณบุรีมาให้ดู หรือไม่ก็เอารูปสถานที่ที่ไปลงเยี่ยมผู้พิการตอนทำงานมาให้ดูค่ะ แต่สุดท้ายมัวแต่แต่งนิยายก็เลยไม่เห็นจะทำอะไรเสร็จสักอย่าง แต่งรูปไม่เสร็จ ยังไม่ได้ย่อ ยังไม่ได้เขียนบทบรรยายอะไรที่อยากเล่า อย่างกับว่าเวลานี่มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ
แต่วันนี้เอาเรื่องสดร้อนก่อนดีกว่า
เนื่องจากการประชาสัมพันธ์ในเรื่องเบี้ยยังชีพผู้พิการถูกโหมขึ้นมาเป็นหน้าเป็นตาของรัฐบาลในช่วงนี้ งานด้านผู้พิการจึงยุ่งเป็นพิเศษ (จากที่ยุ่งปกติ เลยมีแบบ extra) เพราะอันที่จริงงานออกค้นหาและขึ้นทะเบียนเพื่อรับเบี้ยยังชีพนั้นมีมานานแล้ว ในส่วนที่จขบ.ทำคือการออกใบรับรองความพิการ (เพื่อนำไปขอขึ้นทะเบียนและเบี้ยยังชีพ) ดังนั้นบางทีกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถเดินทางมาเองได้ เราก็มีทีมลงไปเยี่ยมบ้านและออกหนังสือรับรองความพิการให้เหมือนกัน
สำหรับวันนี้ไม่ขอแสดงความคิดเห็นในฐานะผู้ปฏิบัติงานต่อระเบียบการใหม่สดร้อนนะตอนนี้ เดี๋ยวจะกลายเป็นประเด็นการเมือง (ฮา) วันนี้อยากมาเล่าเรื่องน่ารักๆ ที่เจอค่ะ
เคสหนึ่งที่มาหาเรา เป็นคู่สามีภรรยาที่น่ารักมาก สามีมาขอจดทะเบียนคนพิการมีอาการคือขาข้างหนึ่งลีบเล็ก (โปลิโอ) ทำให้เดินได้ลำบาก อายุราวๆ 35 ปีมากับภรรยาวัยสาวประมาณ 20 ต้นๆ แฟนเขาเป็นคนประคองมา รายนี้ที่มาขอใบรับรองความพิการ ไม่ใช่เพื่อขอเบี้ยยังชีพ แต่ว่าเพื่อใช้สิทธิ์เป็นผู้พิการในการสอบใบขับขี่เฉพาะด้านของผู้พิการ (นับเป็นความรู้ใหม่ว่าผู้พิการมีใบขับขี่ถูกกฎหมายได้) ทีแรกเราคิดว่าจะต้องคุยเรื่องต่างๆ กับผู้ดูแลหรือก็คือภรรยานั่นเอง แต่ปราำกฎว่าำภรรยามีปัญหาในด้านการออกเสียง ทำให้เสียงที่พูดออกมานั้นไม่ชัดเจน ค่อนข้างฟังยาก สามีจึงเป็นคนตอบในรายละเอียดต่างๆ แทน (การออกเสียงของเธอไม่จัดเป็นความพิการตามกฎหมายจึงไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้)
จะว่าอย่างไรดีล่ะ
มันเป็นภาพที่น่ารัก...
เมื่อเราไม่สามารถพูดได้ชัดเจน ก็มีใครอีกคนหนึ่งที่เข้าใจความรู้สึก เป็นคนเอ่ยปากบอกสิ่งต่างๆ ให้เราได้ แต่เมื่อเราไม่สามารถเดินได้อย่างมั่นคง ก็ยังมีใครอีกคนคอยพยุงเดินเคียงข้างกันทุกก้าว
ขอบอกว่านี่เป็นอีกหนึ่งคู่ที่เห็นแล้วน่าอิจฉาจริงๆ ค่ะ
เคสสอง
เป็นเรื่องของคุณลุงคนหนึ่งซึ่งขาขวาพิการเนื่องจากประสบอุบัติเหตุบนท้องถนนเมื่อตอนอายุเกือบๆ จะ 30 ปี ลูกชายเพิ่งจะอายุได้ขวบเดียว เป็นช่วงวิกฤตของชีวิตที่คนจบปริญญาตรีมีงานทำในโรงพยาบาลรัฐจู่ๆ ต้องกลายเป็นคนพิการ โชคดีที่เพื่อนๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ในที่ทำงานช่วยเหลือ คุณลุงจึงได้ใส่ขาเทียมหลังจากนั้นไม่นาน ภรรยาก็คอยช่วยเหลืออยู่ตลอด คุณลุงจึงฟื้นสภาพและช่วยเหลือตัวเองได้ แต่เหมือนเรื่องร้ายยังไม่จบสิ้น หลายปีต่อมาคุณลุงพบว่าภรรยาเป็นมะเร็ง ต้องได้รับการผ่าตัดด่วน โอกาสไม่มากนัก ต้องนอนอยู่ในห้องไอซียูหลายวันจนเกือบจะหมดหวัง แต่สุดท้ายภรรยาของคุณลุงก็รอดมาได้ จากความเจ็บป่วยร่วมเดือนนั้นทำให้ระบบขับถ่ายของภรรยาคุณลุงไม่ปกติ จึงต้องมีถุงสำหรับขับถ่ายต่อจากช่องท้องจนถึงทุกวันนี้
ปัจจุบันทั้งสองคนก็ยังทำงานด้วยกัน คุณลุงเป็นคนขับรถไปตามที่โรงพยาบาลต่างๆ คุณป้าจะเป็นคนแบกสิ่งของต่างๆ แทนคุณลุงที่ไม่สามารถก้มตัวลงไปหยิบจับได้สะดวก ไม่สามารถถือของจำนวนมากได้อย่างคนทั่วไป
จขบ. คิดว่าเป็นเรื่่องที่น่าประทับใจ ที่คนสองคนผ่านสิ่งต่างๆ มากมายมาด้วยกันจนถึงวันนี้ได้ โดยที่ความรักความผูกพันไม่ได้ถูกลดทอนลงเพราะความลำบากที่ต้องเจอ
เคสสามที่อยากเล่า
คราวนี้ผู้พิการเป็นชายหนุ่มอายุ 20 ต้นๆ กับคุณแม่เชื้อจีน ครอบครัวนี้เป็นช่างทำรองเท้าค่ะ เคสของเราเป็นผู้พิการจากความบกพร่องทางจิตและพฤติกรรม เป็นสาเหตุที่น่าเห็นใจ คุณแม่เล่าว่าเคสเป็นเด็กน่ารัก ขยันช่วยพ่อแม่ทำมาหากินตั้งแต่เด็ก เป็นเด็กดี แต่เพราะเขาเข้ามาช่วยงานที่บ้านตั้งแต่เด็กโดยไม่ทันมีใครระมัดระวังตัว สารระเหยจากกาวที่ทารองเท้าก็ทำร้ายเขาจนทำให้ต้องรักษาตัวยาวนานมาหลายปี ไม่สามารถเข้าเรียน หรือเข้ากับคนอื่นๆ ในครอบครัวได้อีก เนื่องจากคนไข้ขาดความสามารถในการระงับอารมณ์ของตนเอง ไม่มีทักษะในการเข้าสังคม
คุณแม่เล่าไปก็แอบน้ำตาซึม ในขณะที่ลูกโวยวายตลอดเวลา ทำไมนั่นไม่ได้นี่ไม่ได้ ทำไมไม่เป็นอย่างนี้ ทำไมมีบัตรทองยังต้องเสียเงิน ฯลฯ คุณแม่ใจเย็นมาก ค่อยๆ ปลอบเขา แม้ลูกจะไม่ได้หยุดทันที แต่เขาก็แผ่วลงบ้าง
กว่าจะสัมภาษณ์เอกสารต่างๆ ได้ครบก็กินเวลานานโข ตอนจะกลับคุณแม่ยกมือไหว้ขอโทษ จขบ. บอกว่า
“ขอโทษนะคะที่ลูกก้าวร้าวใส่”
จขบ. ยกมือไหว้กลับแทบไม่ทัน ส่ายหน้าบอกว่า
“ไม่เป็นไรค่ะ” เพราะเราเข้าใจดีว่าเขาเป็นคนป่วย นั่นเป็นอาการทั่วไปที่อาจจะเจอได้ แม้จะน่ากลัวนิดหน่อย แต่ว่าเขาก็ไม่ได้เข้ามาทำร้าย ถึงอยากจะช่วยอะไรอีกสักหลายอย่าง แต่ จขบ. ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ได้แต่บอกว่า “คุณแม่เหนื่อยหน่อยนะคะ”
“เหนื่อยมากเลยค่ะ” เธอหันกลับมาบอก
วินาทีนั้นที่สบตากัน จขบ. ก็เห็นว่าเธอเหนื่อยจริงๆ เหนื่อยมากจนเหมือนจะล้มได้ทุกเมื่อ ความเสียใจซ่อนอยู่ในดวงตานั้น แต่เขาก็ยังสู้ ยังดูแลลูกชายตัวเองต่อไป
ใครบังเอิญไปเดินซื้อของที่สวนจตุจักร มองหาตายายแ่ก่ๆ เป็นคนเชื้อจีน ที่ขายรองเท้าทำเอง ลองช่วยอุดหนุนหน่อยละกันนะคะ เพราะว่าทั้งสองคนเองก็มีโรคประจำตัวด้วยอีกเหมือนกัน
*ขออภัยหากไม่สามารถระบุรายละเอียด เป็นความลับของผู้ป่วย ไม่อาจเปิดเผยค่ะ*
เคสที่สี่
คุณป้าแขนพิการเนื่องจากรถชนระหว่างไปงานบวช จู่ๆ แขนขวาที่เคยใช้การได้ก็ต้องถูกตัดทิ้งไป ตอนนี้แกยังขายของอยู่ในชุมชน แม้การเดินเหินลำบากเพราะการทรงตัวไม่ดี แต่ก็ยังมีสุขภาพจิตดี สุขภาพแข็งแรงพอใช้ได้ เป็นคนไข้น่ารักแบบที่ไม่ค่อยเจอค่ะ ยิ่งได้คุยด้วยยิ่งรู้สึกว่าุคุณป้าเป็นคนเข้มแข็ง พยายามช่วยเหลือดูแลตัวเองและครอบครัวเท่าที่ตัวเองทำได้ เขามีความสุขกับชีวิตและหลานๆ ตามสมควร
จริงๆ แล้ว จขบ. อาจจะชอบคุณป้า เพราะคุณป้าทำให้ จขบ. รู้สึกดี
คุณป้าบอกว่า “ขอบคุณนะหนู ดีนะที่หนูคอยบอกป้าก่อน คนอื่นๆ ที่ป้าติดต่อด้วยไม่เป็นอย่างหนูเลย เขาพูดกับป้าไม่ดี ตะคอกใส่”
จขบ. ก็ได้แต่ “ขอบคุณค่ะ”
ไม่รู้จะพูดอะไรดี... ก็รู้ว่าเรื่องแบบนั้นมีเกิดขึ้น และรู้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่เป็นแบบนั้น ในส่วนหนึ่งก็เสียใจที่มีคนทำแบบนั้นกับประชาชน ...เขามาหาเราเพราะเดือดร้อน ไม่ต้องซ้ำเติมบางคนก็แทบหายใจไม่ได้อยู่แล้ว
แต่ว่าอีกส่วนหนึ่งก็ดีใจ ดีใจที่ได้มาทำงานตรงนี้ จขบ. ไม่ได้ช่วยได้หมดทุกคนหรอก อำนาจหน้าที่มีเท่าไหร่ก็ทำได้เท่านั้น ถึงอย่างนั้นก็ดีใจที่ได้ช่วยบ้าง เพียงแค่ตั้งใจทำส่วนของตัวเองให้ดี เพราะนั่นอาจเป็นสิ่งเดียวที่ทำได้
หลายครั้งที่ จขบ. ทำงานตรงนี้ แล้วถูกคนไข้ชักสีหน้าใส่ ขึ้นเสียง หรือตะคอก ราวกับว่าเป็นทาสรับใช้ที่ทำอะไรไม่ทันใจเจ้านาย ซึ่งจริงๆ จขบ. ยอมรับว่างานราชการหลายอย่างนั้นมันช้าโดยระบบเอง และเขาก็มีคำขวัญว่าให้ราชการเป็นข้ารับใช้ประชาชน เพราะเงินเดือนมาจากภาษีของประชาชน... แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นทาส ไม่ได้แปลว่าใครๆ จะทนการถูกใช้ทั้งสายตาและคำพูดจิกใส่ได้
บางทีคงเป็นเรื่องที่ต้องทำใจทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน ผู้คนหลากหลายย่อมมีคนร้ายๆ อยู่บ้างเหมือนกันแหละเนอะ
มีเคสอื่นๆ อีกมากมายแต่สงสัยจะยาวเกินไป ขออีกสักเคสละกันค่ะ คราวนี้เป็นเรื่องน่าเศร้า
เคสที่ห้า
คุณป้าท่านหนึ่งมาหาสอบถามเรื่องการขึ้นทะเบียนคนพิการของสามี (มาก่อนหน้าเคสลูกชายจิตเวช และคุยกันนานมากเป็นเหตุให้เฮียแกโวยวายจนคนรู้กันหมดทั้งหน่วยงานเลย) สามีเป็นอัมพาต นอนอยู่บ้าน คุณป้าต้องดูแลทั้งสามีและก็ต้องขายของที่หน้าบ้านด้วย บ้านเป็นร้านโชห่วยเล็กๆ มีลูกสาวสามคน คนโตเป็นโรคไตวายเรื้อรัง ต้องฟอกไตสัปดาห์ละสามครั้ง โชคดีว่าได้สามีดี เป็นคนมีเงินจึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตรงนี้ให้ และคอยช่วยเหลือในการพาคุณลุงที่พิการไปพบแพทย์เป็นบางครั้งด้วย ส่วนลูกสาวคนเล็กกำลังเรียนอยู่ปีสุดท้าย เป็นเด็กเรียนดีได้ทุนการศึกษาเรื่อย แบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้มาก
ลูกสาวคนกลางของป้า เป็นคนสวย ป้ารักเขามาก เอ็นดูมากที่สุด แต่เมื่อเดือนก่อนลูกสาวคนนี้ได้มาขอให้ป้าเซ็นโอนบ้านที่อาัศัยอยู่ให้เป็นชื่อลูกสาว พอต้นเดือนถัดมาป้าก็ได้รับแจ้งว่าที่ดินผืนเดียวของครอบครัวถูกจำนองเป็นเงินหลักแสน ซึ่งป้าไม่มีัปัญญาจะไปจ่ายได้ เพราะลำพังแค่ดูแลตนเองกับสามี และส่งลูกสาวคนเล็กเรียนก็ลำบากแย่แล้ว ตอนนี้จึงได้แต่นั่งรอวันถูกยึด
เล่าไปก็ร้องไห้ไป ตัดพ้อลูกสาวว่าไม่น่าทำแบบนี้ ไม่เห็นใจพ่อแม่บ้าง
ใครมีลูกมีหลาน จขบ. ขอบอกว่าอย่าไปเซ็นให้จนกว่าจะตาย ...เจอแบบนี้บางที จขบ. ก็มองโลกในแง่ร้ายมากขึ้นเหมือนกันนะ
edit @ 4 Dec 2009 12:17:59 by fayfena
edit @ 4 Dec 2009 12:20:25 by fayfena