มาคิดดูแล้วแม้ จขบ. จะไม่ได้ร่ำเรียนในสายศิลปะศาสตร์ที่เอกภาษา และตอนมัธยมก็เรียนสายวิทย์เสียด้วย แต่กลับชอบการอ่านตั้งแต่เด็กๆ จำได้ว่าชอบกลอนดอกสร้อยมาก ตอนสมัยเรียนประถมมีหนังสือบางๆ เล่มหนึ่งชื่อ “ดอกสร้อยแสนรัก” ที่อ่านจนจำได้เกือบทั้งเล่ม .... แต่ตอนนี้จำไม่ได้แล้ว


 แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยเขียนกลอนเลยช่วงประถมก็ไม่เคยเขียนอะไรเลย นอกจากสมุดจดการบ้าน  ฮา
 จขบ.เริ่มมาเขียนกลอนตอน ป. 6 ค่ะ เพราะได้แรงบันดาลใจจากรุ่นพี่คนหนึ่ง.. อายุมากกว่า จขบ. 1 ปี ตอนนี้ไม่ทราบไปมีชีวิตอยู่ที่ไหนแล้ว เพราะตั้งแต่พี่เขาจบไป ป. 6 จขบ. ก็ติดต่อไม่ได้อีก พี่คนนั้น จขบ. เรียกว่าพี่ “หงส์หยก” ชื่อจริงอะไรก็จำไม่ได้แล้ว จำได้ว่าเป็นคนผิวขาว หน้าตาน่ารักมาก ผมหยิกเป็นลอนๆ ตาโตสีน้ำตาล เหมือนตุ๊กตาเลยค่ะ (ภาพนี้อาจได้รับการแต่งเติมตามเวลาที่ล่วงเลยไป ความประทับใจในอดีตอาจเสริมส่วนที่จำไม่ได้ให้ดูดีกว่าตัวจริง 5555)


 ในวันเกิดตอน จขบ. อยู่ ป. 5 พี่หงส์หยกได้ให้ของขวัญ จขบ. มาชิ้นหนึ่ง เนื่องจากวันเกิดอยู่ช่วงสอบปลายภาคพอดี จึงนับได้ว่าของชิ้นนั้นเป็นของขวัญชิ้นแรก ชิ้นเดียว และชิ้นสุดท้ายที่ จขบ. ได้จากรุ่นพี่คนนี้  มันไม่ใช่ของหรูหราราคาแพงเลยค่ะ เป็นหลอดพลาสติกสีเหลืองกับสีม่วง ตัดสั้นๆ ประมาณ 5-8 เซนติเมตร เรียงสลับสีกันเป็นแพ กว้างสัก 10 เซนติเมตรได้ เย็บแม๊กปิดปากถุงด้วยกระดาษสีหน่อยหนึ่ง และมีลวดที่พับเป็นดอกกุหลาบติดอยู่ ข้างในสอดกลอนแปดสั้นๆ ไว้บทหนึ่ง ตอนนี้ จขบ. ก็ยังเก็บของขวัญชิ้นนี้ไว้ เสียดายไม่มีกล้องถ่ายรูป ไม่อย่างนั้นจะถ่ายให้ดูค่ะ


 กลอนบทนั้นเขียนว่า

สู้ต่อไปเถอะนะคนดี
พี่คนนี้ไม่มีอะไรให้
มีแต่ความรักและกำลังใจ
มอบให้ด้วยสายใยและไมตรี

 หลังจากนั้น จขบ. ก็กลับไปหาสมุดติดตัวไว้เล่มนึง นั่งเขียนกลอนแปดบ้าง กาพย์ยานี 11 บ้าง (สมัยประถมเรียนโคลง 4 สุภาพด้วย แต่จขบ. ไม่มีปัญญาแต่ง) สมุดเล่มนั้นยังอยู่จนถึงวันนี้ กลับไปเปิดอ่านทีไรก็ขำทุกที.. แต่งกลอนได้เน่ามาก แต่ช่วงนั้นเขาก็ฮิตกลอนหวานๆ กันอยู่หลายปี มีหนังสือกลอนขายเต็มไปหมด ขายดีเสียด้วย จขบ. ไปยืนอ่านฟรีบ่อยๆ ในร้านหนังสือเมื่อตอนขึ้นเรียนชั้นมัธยมแล้ว


 แต่งอยู่ได้สักปีกว่าๆ ก็ค่อยๆ ลดจำนวนและความถี่ลง แต่พบว่าตัวเองแต่งได้ยาวขึ้น ได้จดใส่สมุดบ้างไม่ได้จดบ้าง หายไปก็เยอะ ส่วนใหญ่เน้นแต่งเอาสนุกมากกว่า จนจบชั้นมัธยมก็ยังรู้จักอยู่แค่สัมผัสนอกกับสัมผัสใน เรื่องบังคับเสียง เรื่องการคำซ้ำ คำเป็นคำตาย ไม่รู้จักสักอย่างหนึ่ง แถมสกิลยังตก แต่งได้แค่กลอนแปดอย่างเดียวด้วย  555


 มาถึงวันนี้.. สกิลการแต่งกลอนอัพขึ้นบ้างไหม จขบ. ก็ไม่ทราบ ยังแต่งอยู่บ้างแต่ไม่บ่อยนัก
แถมไม่เคยอ่านเรื่องที่เป็นร้อยกรองอยู่แค่สองเรื่อง แถมอ่านไม่จบอีกต่างหาก วรรณคดีไทยก็ไม่เคยอ่านอะไรที่นอกเหนือจากบทเรียน เป็นคนที่มีความรู้ด้านร้อยกรองคับแคบมาก ถึงอย่างนั้นก็ยังชอบนะคะ ถ้ามันไม่ได้อ่านยากจนเกินไป จขบ. ก็ชอบสัมผัสเสียง ชอบการเล่นคำของบทร้อยกรองต่างๆ


และคิดว่า... ถ้ามีใครมีความสามารถผูกบทร้อยกรองง่ายๆ เป็นนิทานให้เด็กๆ อ่านบ้าง ก็น่าจะเป็นการปลูกฝังที่ดีให้เด็กรักภาษาไทย... เนอะ ว่าไหมคะ

ฉันมีเรื่องเล่า
อยากกล่าวขับขาน
มาฟังนิทาน
กาลเก่ากันเอย

(กลอนสี่สัมผัสเพี้ยนๆ แต่อยากแต่งค่ะ)

 

 

edit @ 16 Jun 2009 19:48:53 by fayfena

edit @ 16 Jun 2009 19:49:44 by fayfena

ทำงานมาได้เดือนกว่าๆ ตอนนี้นอกจากห้องที่ตัวเองทำงานประจำ เอกสารจำนวนมหาศาล เครื่องถ่ายเอกสาร และเรื่องของเด็กๆ แล้ว จขบ.เริ่มมีการลงไปเมียงมอง (ยังเรียกว่าทำไม่ได้ค่ะ แต่มองเฉยๆ) งานเกี่ยวกับผู้สูงอายุบ้างเหมือนกัน

 

                เมื่อสัปดาห์ก่อนผู้สูงอายุสักสิบคน มีตั้งแต่อายุห้าสิบนิดๆ ไปจนเจ็ดสิบปลายๆ มาซ้อมรำกันที่อาคารผู้สูงอายุ ในที่ทำงานของจขบ.ค่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปแสดงที่ไหน แต่เป็นภาพการซ้อมรำที่น่ารักดี

 

                การซ้อมรำไม่ได้จริงจังเอาเป็นเอาตายหรอกค่ะ เป็นแค่การให้ผู้สูงอายุได้มีกิจกรรม ได้ออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ และได้พบปะพูดคุยกันเสียมากกว่า บางคนก็อุ้มหลานขวบกว่าๆ มาซ้อมรำด้วย ซ้อมไปก็ต้องคอยวิ่งไปโอ๋หลาน จะเอาไปฝากใครดูแลก็ไม่ได้ เพราะเด็กติดยายแค่ไม่เห็นหน้าก็ร้องไห้งอแง วุ่นวายกันต้องวิ่งกลับมาหายายอยู่ดี สุดท้ายคุณยายเลยต้องพามาซ้อมรำด้วย ผู้สูงอายุท่านอื่นๆ ก็เลยได้โอกาสมานั่งแหย่เล่นกับเด็กไปด้วย

 

                ในฐานะตากล้อง (ที่ไม่มีกล้องเป็นของตัวเอง) จับภาพขณะซ้อมรำและระหว่างนั่งพักของคณะนางรำไปได้หลายฉาก แม้จะไม่สวยนักเพราะชัตเตอร์ช้าไม่ทันใจ ทำให้ต้องคอยกะจังหวะกดก่อนภาพที่อยากได้จริงๆ สักวินาทีนึงตลอดเวลา แต่ก็ทำให้เห็นภาพในมุมที่ผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายพยายามรำกันให้สวยอย่างสุดฝีมือ

                แม้การเก็บรูปจะมีอุปสรรคเพราะห้องแคบมาก จนจขบ.อยากจะเบียดตัวเองลงไปในผนังเพื่อจะได้มุมกล้องกว้างขึ้น เพื่อจะได้เก็บรูปคณะนางรำวัยชราทั้งหมดนำไปใส่ในแฟ้มโครงการได้ สุดท้ายแม้ได้ไม่หมดทุกคน แต่ป้าๆ ยายๆ ก็ให้ความร่วมมือและตั้งอกตั้งใจกันดีมากๆ จนประทับใจค่ะ

 

                หลังจากซ้อมรำเสร็จก็เป็นกิจกรรมนั่งเมาท์และรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันของเหล่าผู้สูงอายุ มีคุณยายท่านหนึ่งแกงขี้เหล็กมาหม้อเบ้อเร่อ ตักใส่ถุงแจกเจ้าหน้าที่ในที่ทำงานของจขบ.ไปตั้งหลายคนก็ยังเหลือให้นั่งกินกันได้อีก 2 ชามใหญ่ๆ คุณย่า คุณยายท่านอื่นๆ บางคนก็หิ้วกับข้าวมาจากบ้านเช่นเดียวกัน ส่วนบางคนก็ซื้อมาจากร้านข้าวแถวนั้นมานั่งกินร่วมกัน ส่วนจขบ.ที่เป็นขาจรมาร่วมแจม วันนั้นหิ้วข้าวไปกล่องหนึ่งกับไข่เจียวใส่พริก กินกับแกงขี้เหล็กแล้วอร่อยเลิศมากค่ะ

 

                สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นอาจไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ แต่ก็งดงามน่าประทับใจสำหรับจขบ.นะคะ คุณยายเขามีความสุข หัวเราะหยอกล้อเล่นกัน คนที่ยังแข็งแรงก็ช่วยคนที่แข็งแรงน้อยกว่า... ดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

 

                มีผู้สูงอายุเพียงสิบคนเท่านั้นที่มาร่วมกิจกรรม ทานอาหารและพูดคุยร่วมกันอย่างสนุกสนาน พวกเขามาได้เพราะยังสุขภาพแข็งแรงดี และมีทุนทรัพย์มากพอ

 

                แล้วยังมีผู้สูงอายุอีกมากมายเท่าไรที่ต้องนั่งเหงาอยู่กับบ้านตามลำพังเมื่อลูกหลานออกไปทำงาน หรืออีกมากมายเท่าไรที่ต้องอดมื้อกินมื้อเมื่อไม่มีแม้แต่ลูกหลานมาดูแล

edit @ 15 Jun 2009 19:00:29 by fayfena

..... ออกมาจากรู....

posted on 14 Jun 2009 08:58 by fayfena

ก่อนนี้จขบ.ไปมุดอยู่ในรูมาค่ะ

วันๆ นอกจากทำงาน กลับมาก็สุมหัวอยู่แต่กับกองนิยาย ไม่ได้โผล่หัวมาดูอะไรในโลกภายนอกกับเขาเลย

จนวันนี้รู้สึกตึงๆ เลยแวะมาดูเอ็กซ์ทีนเสียหน่อย ...

เพิ่งจะรู้ว่าเขามีกิจกรรมประจำเดือนกัน... กว่าจะรู้เลยมาครึ่งเดือน 5555

เอาน่า ปลูกบ้างก็ได้นิ ช้าไปหน่อยก็ขอเล่นด้วยคน

 

แล้วจะเอาอะไรมาอัพทุกวันให้ต้นไม้งอกดีเนี่ย... นิยายดีไหมนะ?