ครั้งหนึ่งนั้นฉันออกอุบาย ให้เด็กทั้งหลายต้องวิ่งไปมา

พวกเขาวิ่งรอบศาลา ในวันที่อากาศหนาวเย็น

ฉันหัวเราะ  หัวเราะมากมาย  สนุกที่สุดในรอบหลายปี

.........

            ปีนี้อากาศหนาวมากกว่าทุกปี ใครๆ ก็ว่าอย่างนั้น นักพยากรณ์อากาศก็ว่าอย่างนั้น เขาว่าคนจะต่างจังหวัดคงจะลำบาก ฉันไม่ได้สนใจนักเพราะกรุงเทพฯนั้นว่าเย็นสบายดี ที่กรุงเทพฯไม่ค่อยมีโอกาสจะได้เย็นกับเขาหรอก ฉันก็ไม่เคยรู้จักความเย็นที่มากไปกว่าห้องคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน ไม่รู้จักหรอกว่าความหนาวนั้นเป็นอย่างไร ไม่เคยคิดว่าตลอดชีวิตนี้จะได้ไปสัมผัสอะไรอย่างนั้นด้วย ฉันเป็นคนติดบ้าน ไม่ชอบการเดินทาง ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะได้ไปสัมผัสกับความหนาวจริงๆ

 

            แต่โอกาสนั้นก็มาถึง ในวันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายน

 

            แม่บอกว่าปีนี้อากาศหนาวมาก มีคนที่ยังลำบากกว่าเราอีกเยอะ และอยากให้ฉันได้ไปเห็นด้วย ฉันไม่ได้อยากไปไหนโดยไม่มีคอมพิวเตอร์หรอกแต่ก็ขัดแม่ไม่ได้ ดังนั้นฉันจึงต้องนั่งมาในรถของครอบครัวที่ขับตามรถคันอื่นๆ ในขบวนเดินทางเดียวกัน พวกเรากำลังจะไปที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย จะไปยังโรงเรียนหนึ่ง บนดอยหนึ่ง จะไปทำบุญที่วัด เอาของไปบริจาค และไปทำเสาธงให้โรงเรียน... แม่ฉันบอกอย่างนั้น

 

ฉันไม่ได้ใส่ใจฟังที่แม่พูดนักเพราะมัวแต่สนใจนอกหน้าต่าง หมอกลงจัดมากจนมองทางลำบาก รถโคลงไปมาเพราะทางทั้งเล็กและขรุขระ แคบจนเหมือนเป็นทางสำหรับรถมอเตอร์ไซด์มากกว่ารถยนต์ ยิ่งมองข้างทางฉันก็ยิ่งกลัว ไม่มีรั้วกั้นถนนเลย มีก็แต่ต้นไม้กับเหว ถ้าตกลงไปคงไม่ต้องเสียเวลาหาศพกัน...

 

            อุณหภูมิเหลือเพียงแปดองศาในยามเช้าแรกที่ฉันมาถึงโรงเรียนเป้าหมาย หนาวเสียจนเมื่อพูดก็มีไอออกมาจากปากและกระจกหน้ารถก็เป็นฝ้ามัว ฉันต้องใส่เสื้อกันหนาวทับเสื้อแขนยาวที่หนาที่สุดที่มีอีกชั้นหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อออกไปสัมผัสกับอากาศจริงๆ ลมที่พัดมาก็ทำเอาฉันหน้าชาไปเลยทีเดียว

 

            โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนเล็กๆ ตัวอาคารเรียนสูงสองชั้นตั้งอยู่โดดเดี่ยว มีเรือนไม้ของใครซักคนตั้งอยู่ห่างออกไป ชาวบ้านยกเรือนหลังนั้นให้เป็นที่พักชั่วคราวของผู้ชายในคณะเดินทาง ส่วนผู้หญิงและเด็กให้ไปพักที่บ้านตึกอีกหลังที่อยู่ไกลจากโรงเรียนออกไป

 

            บ้านตึกไม่น่าสนใจสำหรับเด็กกรุงเทพฯ อย่างฉัน เรือนไม้แปลกตานั่นต่างหากที่น่าสนใจ ฉันเดินดิ่งไปทางนั้นในทันที มันเป็นเรือนไม้มีใต้ถุนต่ำหลังไม่ได้ใหญ่โตอะไร เรียบง่ายไม่มีการตกแต่ง ข้างๆ เรือนไม้หลังนั้นมีศาลาเล็กๆ ตั้งอยู่หลังหนึ่ง คาดว่าคงสร้างไว้เพื่อเป็นที่นั่งเล่นของเด็กๆ แต่ยามนี้ตัวศาลาว่างเปล่าหงอยเหงาอยู่ท่ามกลางหมอกสีขาวหนาวเย็น ฉันละสายตาจากที่นั่นและออกเดินสำรวจรอบเรือนไม้ซึ่งกว้างกว่าแทน ต้นไม้รอบๆ ที่พักผลัดใบจนดูหร็อมแหร็ม ผืนดินแห้งแตกแข็งกระด้างเพราะอากาศเย็น บรรยากาศทุกอย่างหดหู่ไปหมด

 

            แต่เมื่อฉันวนกลับมาถึงจุดเริ่มต้นอีกครั้ง ศาลาว่างเปล่าแห่งนั้นก็มีเด็กเล็กๆ มากมาย เด็กสักชั้นประถมต้นจนถึงมัธยมต้น พวกเขานั่งกันอยู่ในศาลา ...ด้วยเสื้อบางเบา

 

            เด็กบางคนใส่เสื้อแขนยาว บางคนใส่เสื้อกันหนาวแต่ก็เป็นเสื้อกันหนาวอย่างบางนัก และบางคนก็ใส่เพียงเสื้อยืดแขนสั้นธรรมดาๆ พวกเขามองฉันแล้วก็พูดกัน ฉันเห็นไอขาวๆ ออกมาจากปาก พวกเขาก็เห็น.. แต่กลับยกเอามือปัดเล่นกันสนุกสนาน

 

            ฉันเดินเข้าไปนั่งในศาลาตามคำชวนของแม่เด็กคนหนึ่งที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว ไม้ของศาลาเย็นเฉียบจนเหมือนนั่งอยู่บนม้าหินในยามอากาศหนาว แต่มันเป็นความเย็นที่มากกว่าและไม่หายไปแม้ว่าเราจะนั่งเป็นเวลานาน กางเกงยีนหนาๆ ของฉันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลย ฉันได้แต่นั่งแล้วก็มองไปอีกทาง ไม่กล้าหันหน้าเข้าศาลา ...ฉันเป็นคนเดียวที่มีเสื้อกันหนาวหนาๆ ใส่ ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ บ้างกอดอก บ้างเป่ามือ

 

            ถึงจะไม่อยากเห็นแต่ฉันก็ได้เห็น... คนลำบากกว่าฉันมีมากมายจริงๆ

 

            ...แล้วจะทำยังไง จะถอดเสื้อฉันให้เขาหรือ?... ฉันถามตัวเอง แล้วก็เถียงตัวเอง

 

...ไม่หรอก บางทีคนพวกนี้อาจจะมีเสื้อเหมือนกันแต่แกล้งไม่ใส่มาทำให้คนที่มาบริจาคเห็นใจก็ได้...  ฉันขยะแขยงความคิดตัวเองขึ้นมาในฉับพลัน

 

            ...แล้วจะทำยังไง จะถอดเสื้อฉันให้เขาหรือ?...

 

            ...เสื้อตัวเดียวห่มคนทั้งหมดได้หรือ? ถ้าถอดเสื้อแล้วฉันจะทนหนาวได้หรือ? พวกเขาอยู่บนภูเขามาตั้งแต่เกิดต้องทนความหนาวได้ดีกว่าฉันอยู่แล้ว อย่าถอดเลย...  

 

            ... งั้นก็ปล่อยไว้อย่างนี้ก็ได้งั้นสิ แล้วฉันก็นั่งเฉยๆ ดูพวกเขาหนาวกันต่อไปก็ได้เหรอ...

 

            ... แล้วจะทำอะไรได้หรือไงล่ะ...  ฉันคิด ฉันเถียง เสียงมากมายทะเลาะกันอยู่ในหัว

 

            ฉันมองไปที่เด็กๆ ที่นั่งอยู่ข้างๆ นั่งอยู่รอบๆ ตัว ...ต้องมีทางทำอะไรได้บ้างสิ... ฉันคิดอีก แล้วก็มีเสียงค้านมาอีก

 

            ...จะทำอะไรได้ เงินก็ไม่มี ของก็ไม่มี แค่จะเสียสละของตัวเองยังทำไม่ได้ จะไปทำอะไรได้ฮึ ทำไม่ได้หรอก แกมันก็แค่เด็กคนนึงเท่านั้นแหละ จะทำอะไรได้...

 

            ...ได้สิ! ต้องมีสักอย่างที่ถึงจะเป็นเด็กก็ทำได้ ถึงเป็นฉันก็ทำได้ ไม่ต้องเป็นผู้ใหญ่ก็ทำได้...

 

            ความเงียบยาวนั้นยาวนาน การถกเถียงกับตัวเองก็ยาวนาน เด็กๆ เหลือบมองฉันแล้วซุบซิบ ฉันก็เหลือบมองพวกเขา เราอยู่ไม่ใกล้ แต่ก็ไม่ห่าง ระยะห่างเพียงสองก้าวแต่เราก็ไม่รู้จักกัน ฉันหนาวจนเล็บกลายเป็นสีม่วง แต่ก็ไม่อยากลุกจากไปจากศาลาอันหนาวเหน็บที่ไร้กำแพงกำบังลม ฉันอยากค้นพบบางสิ่งที่ตัวเองจะทำได้

 

            ฉันไม่แน่ใจนักว่านั่งอยู่นานเท่าไหร่จนกระทั่งความคิดสุดบรรเจิดนั่นแล่นเข้ามา ดีใจเสียจนแอบยิ้มที่มุมปาก ฉันโดดผลุงลุกออกจากศาลา เพื่อลงมือทำตามแผนของตนเองอย่างเงียบเชียบ ความตื่นเต้นระอุอยู่ในใจ ฉันไม่รู้หรอกว่ามันจะสำเร็จหรือเปล่า แต่นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ฉันคิดว่าตัวเองจะทำได้แล้ว

 

            ฉันก้มลงหยิบก้อนหินระเกะระกะจากแถวนั้นมาก้อนหนึ่ง อีกก้อนหนึ่ง และอีกก้อนหนึ่ง หยิบแต่ละก้อนอย่างเชื่องช้า จงใจดึงดูดสายตาของทุกคนที่นั่นมาที่ตัวเอง ...เมื่ออุบายของฉันเริ่มต้นอย่างประสบความสำเร็จเช่นนี้แล้วฉันก็เริ่มดำเนินแผนต่อไปอย่างตื่นเต้น

 

            ฉันเคยแต่อ่านหนังสือ หนังสือบอกว่าแต่ละภาคแต่ละจังหวัดต่างก็มีการละเล่นของตัวเอง ฉันไม่แน่ใจสักนิดว่าคนที่นี่จะรู้จักหมากเก็บเป็นไหม ฉันสงสัย... และเพื่อการรู้โดยไม่ต้องถาม ฉันก็นั่งลงที่พื้นหินของศาลา ทอยก้อนหินแข็งๆ ห้าก้อนลงไปบนพื้น เด็กๆ หลายคนมอง และหลายๆคนก็เข้ามา

 

            ฝีมือการโยนหมากพลาสติกสมัยประถมของฉันไม่ได้เรื่องเท่าใด ผ่านไปหกปีก็ดูเหมือนจะยิ่งแย่กว่าเดิมหลายเ