เรื่องช่วงนี้กับนิทานกลอน
posted on 26 Apr 2006 16:01 by fayfena in novel-cartoonหลังจากเครียดไปหลายเอนทรี่ และโดนน้องปัดบ่นว่าชีวิตพี่ไม่มีปัจจุบันรึไง เอาแต่เรื่องเก่าๆมาลง... เพราะงั้นมาว่าเรื่องบ้าๆของเราช่วงนี้...
ตอนนี้ก็ไม่มีเรื่องพิเศษอะไร ไม่ได้เรียนซัมเมอร์ วันๆอยู่บ้าน ตื่นสาย อ่านนิยายแล้วก็ดูหนัง... คิดว่าจะแต่งนิยายที่ค้างไว้ต่อ... มีคนโทรมาพยายามลากให้ไปมหาลัยบ่อยๆ แต่ก็คงยืนยันคำเดียวว่า... มันไกล... เสียเวลาและเสียเงินมากเกินไป... (แต่อย่าตื๊อบ่อย เดี๋ยวใจอ่อนไปจนได้)
ช่วงนี้ก็เลยอ่านหนังสือ แล้วก็ทำรีวิวลงไว้ที่บล็อกที่บล็อกแกงค์ น่าตกใจนิดหน่อยที่ไปดูยอดคนที่เข้าดูแล้วเยอะจนน่าตกใจ... ก่อนหน้านี้ไม่เคยดูยอดคนที่เข้ามาดูเลย เพราะคิดว่าคงไม่มีใครอ่านหรอก เหมือนก่อนหน้านี้ที่เขียนแล้วไม่มีใครอ่าน พอพี่ปันทักว่ามีคนแอบๆอ่านอยู่หลายคนเหมือนกันนะ เลยได้ไปดูแล้วก็ตกใจ... เยอะเหมือนกันแฮะ ^^ เห็นแล้วเกร็งขึ้นมานิดหน่อย เพราะตอนเขียนทีแรกแค่กะว่าฝึกซ้อมไว้สำหรับงานวารสารของที่ชมรมปีหน้า กะว่าคงมีแค่พี่ที่ชมรมเข้ามาอ่าน แล้วก็ว่าจะให้เขาเมนต์ให้ แต่ว่าผิดคาดไปเยอะ
นอกจากนิยายเป็นเล่มๆแล้วตอนนี้ก็อ่านนิยายในเน็ต กำลังติดอยู่หลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องคีตธรกับดวงใจน้อยๆ ชอบมิเกล คนที่ร้องเพลงเพราะกับเล่นดนตรีได้ไม่ว่าเมื่อไหร่เราก็ว่าน่าอิจฉาอยู่ดี ชอบเมศด้วย เป็นคนน่ารักมาก ถ้าโตขึ้นมาคงเป็นหนุ่มหล่อที่เป็นที่หมายตาของสาวๆ หุหุ อ่านเรื่องนี้แล้วเขิน ไม่รู้เขินแทนใคร
ส่วนกลอนที่ว่าจะเอามาลงให้โพลี่ ลงคราวนี้เลยจะเป็นเอนทรี่ที่ยาวมาก... แต่เอาเหอะลงไปละกันนะ ฮุฮุ มันเป็นกลอนที่เราแต่งเมื่อปีที่แล้วตอนก่อนเอนท์ได้อาทิตย์นึง แต่งอยู่ตั้งสามวัน... ถ้าถามว่าทำไมไม่เอาเวลาแต่งไปอ่านหนังสือเอนท์น่ะเหรอ... อืมม์ ก็มันห้ามตัวเองไม่ได้น่ะสิ มีใครเคยเป็นบ้างมั้ย เวลาที่อยากเขียนอะไรมากๆมันก็ต้องเขียนนั่นแหละ ไม่งั้นจะทำอะไรไม่สงบสุขเอาซะเลย
เป็นกลอนที่แต่งหลังอ่านเรื่องเซรีญา ในเรื่องมีนิทานด้วยกันสามเรื่อง แต่ว่าเราแต่งไม่ครบสามเรื่อง แต่งจบแค่เรื่องแรก เรื่องสองไม่จบ เรื่องสามไม่มีปัญญา
และนี่คือนิทานเรื่องแรกจ้า
ผู้ใดจักพ่ายแพ้ตลอดกาล...
มีตำนานโบราณเคยกล่าวไว้
ถึงแพะภูเขาหนุ่มผู้ว่องไว
เป็นบุตรในดาวเหนือผู้บิดา
ร่างกายประเปรียวคละแคล่วคล่อง
ผิวผุดผ่องขาวนวลเฉกสีงา
เก่งกาจการปีนป่ายเหล่าศิลา
ชื่อมาราฟันดา...ในตำนาน
ที่ขอบฟ้ามีหน้าผายาวสูงใหญ่
เจ้าแพะหนุ่มสงสัยคำเล่าขาน
เหตุใดหนอก่อนยามราตรีกาล
สุริยาเยื้องผ่านช่องผาไป
ทั้งดวงจันทร์อีกดวงดาริกา
ต่างแอบผาก่อนฟ้าจะสุกใส
ข้างล่างนั้นมีดีหรืออย่างไร
จึงคิดไปกล่าวความถามบิดา
แต่ดาวเหนือไม่เคยละจากหน้าที่
จึงไม่มีคำตอบแก่โอรสา
ว่าภาณุ อินทุ และดารา
ลงไปที่ล่างผาเพราะเหตุใด
มาราฟันดาได้ยินดังนี้
จึงสุดที่จะทนความสงสัย
นิสัยหนุ่มผู้ไม่เกรงกลัวภัย
ตัดสินใจไต่ผาลงไปดู
ดาวเหนือทำได้แต่ร้องทัดทาน
ลงไปนานเท่าไรเจ้าจึงรู้
แม้ลงไปอาจไม่พบดวงวิธู
เจ้าจักอยู่ข้างล่างได้อย่างไร
แต่แพะหนุ่มดึงดันไม่ฟังเสียง
คิดแต่เพียงไล่ตามฝันที่หวังไว้
กระโดดวิ่งดิ่งลงหน้าผาไป
ทอดทิ้งดาวเหนือไว้ให้เฝ้ารอ
ทางล่างผามีแต่ความมืดมิด
หากมีจิตมุ่งมั่นไม่ทดท้อ
คงจะได้พบเหตุผลเพียงพอ
ไว้แก้ข้อสงสัยในใจตน
มาราฟันดาวิ่งดิ่งลงผา
แสงจากฟ้ายิ่งดูแสนมัวหม่น
นึกดีใจไม่นึกว่าอับจน
นึกว่าตนวิ่งผ่านมาได้ไกล
แล้ววิ่งลงดิ่งสู่อันธกาล
วิ่งเนิ่นนานจนไม่อาจนับก้าวได้
พบแต่เพียงความมืดอยู่รอบกาย
ไม่ทราบซ้ายขวานั้นเป็นอย่างไร
ถึงตอนนี้เจ้าแพะแห่งภูผา
คิดจะลาสิ่งที่เคยสงสัย
หันกลับหลังหวังจะไต่ขึ้นไป
ต้องตกใจในความมืดมัวมน
ร่างกายเหนื่อยเมื่อยล้าพาใจหวั่น
แม้คิดหันหลังกลับขึ้นเวหน
ก็คงจะวิ่งได้ไม่ทันพ้น
คงร่วงหล่นลงเหวเพราะสิ้นแรง
ดังนั้นแล้วจึงวิ่งดิ่งลงต่อ
หวังจะขอแค่ได้เห็นเพียงแสง
ของอาทิตย์ศศิธรได้แสดง
ก่อนสิ้นแรงร่วงลงสู่เหวดำ
เจ้าแพะหนุ่มวิ่งโดยไม่หยุดพัก
ไม่นานนักจึงเสียหลักเพลี่ยงพล้ำ
ตกลงสู่ก้นเหวสิ้นเวรกรรม
แต่คนยังแต่งลำนำเล่าขานมา
แล้วคนเราต่างอย่างไรกับเจ้าแพะ
ต่างวิ่งและไล่ตามฝันมุ่งค้นหา
บางคนคิดแต่ไขว่คว้าดวงดารา
ไม่คิดว่าได้เอามาทำสิ่งใด
เจ้าแพะหนุ่มวิ่งตามล่าความฝัน
ไม่คิดวันเวลาที่เลื่อนไหล
หลงลืมว่าต้องสูญเสียบางสิ่งไป
จนสิ้นใจยังไม่อาจได้สมปอง
เป็นสิ่งดีหากเรามีความฝัน
แล้วสร้างสรรค์สิ่งดีให้เผ่าผอง
ทำสิ่งใดด้วยใจที่ตรึกตรอง
คงได้ครองความสุขที่แท้จริง
หากแม้เรามีเพียงแค่ความฝัน
ไม่สร้างสรรค์ใดใดให้สรรพสิ่ง
ทำสิ่งใดด้วยใจทระนงยิ่ง
คงไม่พ้นดำดิ่งเช่นมะแม
แต่ความตายใครเล่าจักหนีพ้น
ทุกตัวตนย่อมเป็นเช่นดวงแข
เกิดแล้วดับเป็นความจริงไม่ผันแปร
สุดแท้แต่ใกล้ไกลไม่เท่ากัน
ชีวิตเรานั้นอยู่บนความจริง
ซึ่งเป็นสิ่งทั้งทุกข์โศกสรวลสัน
แต่ความสุขมักอยู่เพียงชั่ววัน
ดั่งความฝันชั่วยามราตรีกาล
เราอาจฝันเพื่อให้มีความสุข
ให้ลืมทุกข์ในจิตที่เผาผลาญ
ลืมเรื่องเศร้าเรื่องเก่าเมื่อวันวาน
แต่ไม่นานเราย่อมตื่นสู่ความจริง
ดังนั้นเราจึงควรที่จักคิด
เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะวิ่ง
แต่ถึงคราวร่วงหล่นอย่าประวิง
เพราะทุกสิ่งเป็นไปตามทางของมัน
เธอไม่ใช่คนเดียวที่วิ่งอยู่
แต่ทุกผู้ต่างวิ่งร่วมทางฝัน
บนเส้นทางที่ทุกคนวิ่งด้วยกัน
อย่าฟาดฟันทำลายฝันของใครเลย
นิทานนี้คงจะให้คำตอบได้
ว่าผู้ใดจักพ่ายแพ้ขอเฉลย
คนผู้นั้นคือผู้หลงฝันเอย
ผู้ละเลยหลีกหนีความเป็นจริง....
ปล. ถ้าว่ากันเรื่องสัมผัสกับเรื่องทางฉันทลักษณ์มันก็ไม่ใช่กลอนที่ดีอะไรหรอก แต่ว่าเราก็ตั้งใจแต่งจริงๆ แล้วก็ไม่เคยแต่งได้ยาวขนาดนี้มาก่อนเลยล่ะ
edit @ 11 May 2009 12:00:54 by fayfena