old-stories

18/6/48

posted on 25 Apr 2006 14:06 by fayfena  in old-stories

18/6/48

วันนี้เคยเป็นวัน freshy day freshy night แต่วันนี้เหลือเพียง freshy day หรือที่เรียกกันว่าวัน พัฒนามหาวิทยาลัย นึกแล้วเสียดาย ฉันอดที่จะได้เห็นเทศกาลที่สนุกที่สุดในรอบปี(ตามที่เค้าเล่าลือกัน) เห็นว่ากลางคืนจะมีคณะเพลงลูกทุ่งของมหาลัย แล้วก็มีการแสดงจากภาคต่างๆของชมรม มีพิธีบายศรี ผูกข้อมือน้องๆ แต่ฉันอดหมด

ที่มีวันนี้ก็คือตื่นแต่เช้ามาใส่บาตรแล้วก็ทำความสะอาดมหาลัยจนถึงเที่ยง เหนื่อย ง่วง ร้อน แต่ก็สนุกมากเลย ระหว่างเดินไปเดินมา ทั้งจากที่หน้าหอประชุมใหญ่ที่ไปตักบาตรไปคณะ แล้วจากคณะไปที่อาคารที่ฉันไปทำความสะอาด ฉันได้คุยกับเพื่อนเยอะแยะเลย เลยได้รู้ว่ามีหลายคนชอบอะไรเหมือนๆกัน เช่นอ่านการ์ตูนเรื่องเดียวกัน อ่านนิยายแบบเดียวกัน ติดนิยายในเน็ตเรื่องเดียวกัน แถมยังมีเพื่อนที่จะย้ายไปอยู่ห้องตรงข้ามกันด้วย .. ฉันว่าฉันโชคดีนะ

หลังจากทำงานหนัก ก็ต้องกิน(สัจธรรมของเราเอง) ยิ่งเป็นของฟรีก็ต้องกินมากๆ ดังนั้นเมื่อพี่เค้าแจกของกินเราก็รับมาแบบไม่เกี่ยงเลย กินทั้งข้าวกล่อง น้ำเปล่า ชาเขียว(ไอวี่) แล้วก็มีข้าวโพดต้มอีกฝัก ส้มอีกลูกใหญ่ๆ เงาะอีกเยอะแยะ อิ่มหนำสำราญ ...มีความสุข ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง ...แต่เราชอบรับน้องของคณะเรานะ ตอนนี้เรียนอยู่เกษตรศาสตร์ คณะสังคมฯ เอกจิตวิทยา ...ร้องเพลงก็สนุกดี กิจกรรมอะไรก็ดูเหมือนจะไม่โหดเท่าไหร่แล้ว ตอนแรกยังปรับตัวไม่ได้ก็คิดว่าโหดมาก แต่พอนานๆไปก็รู้สึกว่า ฉันเองต่างหากที่ไข่ในหิน เราเองต่างหากที่คุณหนู ไม่เคยเผชิญโลกภายนอก... ตอนนี้ก็กำลังปรับตัว

คนกำลังวุ่นวายกับการถกเถียง รับน้องดีหรือไม่ดี ทำไมระบบที่ฝรั่งเลิกใช้แล้วเราจึงยังนำมาใช้ ....ของที่คนหนึ่งโยนทิ้งเป็นของไร้ค่าหรือ ...เมื่อเราโยนข้าวลงไปที่พื้นดินเม็ดหนึ่งก็อาจเป็นประโยชน์แก่มดได้ทั้งฝูง ...เราไม่ได้เป็นมด แต่เปรียบเทียบว่าของที่คนหนึ่งเห็นไร้ค่า สำหรับบางคนมันก็มากค่า ...ฝรั่งไม่ได้มีระบบสังคมอย่างเรา ไม่ได้มีการนับถืออาวุโส เขานับถือปัญญา แต่บ้านเรานับถืออาวุโสไม่เห็นแปลกอะไรที่เราจะสามารถรับเอาวัฒนธรรมนี้มาเป็นของเราได้โดยง่าย เพราะมันเป็นระบบใกล้เคียงกับวัฒนธรรมเดิมของเราอยู่แล้ว หากมองดูในประวัติศาสตร์บางครั้งสิ่งที่คนต้นคิดทิ้ง แต่คนที่รับมากลับพัฒนาต่อได้... ไม่มีสิ่งใดแน่นอน แต่สิ่งใดไม่ดีมันก็จะสูญหาย หรือหลบเร้นไปเอง (หรืออาจจะต้องสูญหายหรือหลบเร้นเพราะคนส่วนใหญ่มองว่ามันไม่ดี)

..... นี่เป็นบันทึกหน้าสุดท้าย(ที่คิดจะเปิดเผย...ฮา) ของปีที่แล้วค่ะ

ตอนนี้ไม่ได้คิดจะเขียนแบบนี้แล้ว เพราะว่าเราคิดว่าเครียดไปหน่อย แต่ละคนก็มีเรื่องให้คิดให้เครียดอยู่แล้ว เลยไม่อยากเขียนให้เครียดๆกันอีก แต่ว่าถ้าชอบแบบนี้มากกว่า ก็จะเขียนต่อ... เพราะงั้นใครผ่านไปผ่านมา ชอบแบบนี้มากกว่าก็บอกทีนะคะ ^^ ไม่งั้นก็คิดว่า เข้าโหมดลัลล้ากันดีกว่า

....โลกนี้ยังมีสิ่งที่ฉันต้องเรียนรู้อีกมาก

ปล. คราวหน้าจะเอากลอนมาลงให้โพลี่ สุดที่เลิฟ จุ๊บๆ

5/6/48

เมื่อวานนี้เป็นวันตั้งไข่ภาคจิตฯ คือกิจกรรมรับน้องของภาควิชาจิตวิทยานั่นแหละ ประทับใจมากนะเลยอยากเก็บความรู้สึกไว้ ไว้ได้อ่านเมื่อเราโตขึ้นกว่านี้

ตอนเช้าไปลงทะเบียนพี่ให้ป้ายชื่อสีๆ(ของเราสีแดง)กับไข่ไก่สดฟองเล็กๆห้อยคอไว้ พร้อมกับกำชับว่าให้รักษาให้ดี เราก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ ปีนไปปีนมาแตกไปใบนึง แล้วก็ไปขอพี่เค้าใหม่

ช่วงเช้าก็จัดกลุ่มตามสีป้ายชื่อ แล้วก็เข้าฐาน4ฐาน ฐานแรกเป็นฐานที่ให้เราจำชื่อเพื่อน รู้จักเพื่อนใหม่ๆ เล่นเกมกันตามเรื่องตามราวแต่พอแพ้ทีมแพ้ต้องเสียไข่2ใบให้พี่ ชนะต้องให้1ใบ ตอนแรกเราก็ส่งให้พี่เค้า แต่มีเพื่อนส่งให้ก่อนดังนั้นไข่เราจึงยังอยู่ พี่เขาว่าทำไมถึงยอมให้ง่ายๆ พี่ย้ำแล้วนี่ให้รักษาให้ดี ตอนนั้นเราตกใจนะ คิดว่าทุกคนก็ตกใจ ก็คิดว่าเป็นกติกาก็ต้องให้ เพียงแต่ใครจะเป็นคนสละให้พี่เท่านั้น ไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้น แล้วเราก็ผ่านด่านแรกมาอย่างไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ทำถูกหรือเปล่า..

ฐานต่อมาพี่ขอไข่กลุ่มละใบ สัญญงสัญญาอย่างดีว่าจะคืนให้แต่พอได้แล้วกลับบีบแตกซะเฉยๆ แล้วเทไข่ใส่มือให้สองคนกอดเอวกันแล้วเอามือที่เหลือช่วยกันประคองไข่แล้ววิ่งเปี๊ยวแข่งกัน ทีมเราชนะนะ แต่ก็ต้องเสียไข่ไปอีกใบนึง ก็ฝึกความสามัคคีดี แต่ไข่ก็หายไปอีกใบ ไม่สิ 2 ใบ เพราะพี่ที่ไหนไม่รู้เดินมาบีบไข่คนในกลุ่มเราแตกไปเฉยๆเลย

ฐานที่3 เป็นฐานฝึกความสามัคคีอีก ให้ผูกไข่ไว้ที่ข้อเท้าแล้วเอาเชือกฟางสอดแขนเสื้อ(ผู้หญิง) ถ้าผู้ชายสอดกางเกง ผูกคนในกลุ่มให้ติดกันแล้ววิ่งไปหาพี่อีกคนสอดเชือกใส่กางเกง ถ้าใครทำเสร็จก่อนก็ชนะ เราชนะก็จริงแต่นะ.. ก็มีคนเหยียบไข่แตกเพราะความวุ่นวายไปอีกหลายใบ ทีมแพ้เสียไข่อีก 2 ใบ ทีมเราเสียอีก 1 ใบ แต่ว่าก็มีเล่นเกมเพื่อขอไข่คืน ให้เต้นเพลงส่อๆน่ะแหละ แล้วก็ให้เราทายชื่อเพื่อนในกลุ่ม โชคดีนะที่เราทำได้ ปกติจำชื่อเพื่อนไม่ค่อยได้หรอก ดังนั้นเลยได้ไข่คืนมาใบนึง ฐานนี้มีให้กินน้ำแดงเค็มๆด้วย ให้ช่วยกันกินทั้งกลุ่มให้หมดหนึ่งแก้ว กลุ่มเรามีผู้ชายอยู่คนชื่อก้อง สปอร์ทมาก เค้ารู้ว่าหลายคนเต้นไม่เก่งและไม่ชอบเต้นท่าแบบนั้น รับอาสาพี่ๆเต้นคนเดียว แต่พี่ไม่ยอมแล้วพวกเราก็เลยต้องเต้นด้วยกัน เมื่อคราวกินน้ำแดงเขาอยู่คนสุดท้าย แต่อุตสาห์มีใจคิดถึงเพื่อนกลัวเพื่อนจะกินไม่ได้รับอาสาว่าให้คนอื่นจิบๆก็พอ เดี๋ยวจะกินเอง ตอนนั้นคิดในใจว่าโชคดีจังนะที่ได้เจอคนอย่างนี้ แต่พวกเราก็ช่วยกันกิน มันเค็มแต่น้ำใจที่พวกเขาให้มันเยอะและมากกว่านั้นมาก การกลืนน้ำแดงเค็มๆคราวนี้เราจึงไม่ลำบากใจเลย ทุกคนช่วยกันกินจริงๆ ไม่ได้เอาเปรียบเลย ดีใจมากที่ได้อยู่ในกลุ่มที่ดี

ฐานสุดท้ายเป็นฐานลอดเชือกคนนึงปิดตา อีกคนไม่ต้องปิด ช่วยกันประคองกันไปลอดเชือก อย่าให้เชือกโดนตัว ฐานนี้จบเราก็เหลือไข่ในทีมแค่3ใบจาก 9 ใบ

แล้วก็นั่งกินข้าวกลางวัน เล่นเกมสันทนาการ ร้องๆเต้นๆจนบ่าย3ได้ พี่เค้าก็เริ่มแยกคนที่มีไข่ออกจากกลุ่ม... นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ฉันทั้งเจ็บ แล้วก็ประทับใจ

เค้าแยกเราออกจากกลุ่ม คนที่มีไข่เหลืออยู่ประมาณ1ส่วน10 พี่เค้าถามคนที่ไม่มีไข่ว่าทำไมแค่ให้รักษาไข่แค่นี้รักษาไม่ได้เหรอ เพื่อนยังรักษาได้เลย ไม่ใส่ใจล่ะสิ ไม่ได้ดูแลใช่มั๊ย เจ็บนะที่ฟังอยู่ แต่พูดอะไรไม่ได้ สมองยังงงสับสนอยู่ แล้วก็มีคนตอบ ตอบอย่างใจเราคิดเลย พวกเค้าไม่ใช่ไม่รักษา แต่เสียสละ เสียสละเพื่อกลุ่ม เพื่อพวกพ้อง พี่เขาพยักหน้า บอกว่าตอบได้ดี... เราตบมือดีใจ เพราะคนที่ตอบเป็นคนในกลุ่มและเค้าเข้าใจเรา ....

แล้วพี่เค้าก็หันมาทางพวกเราที่มีไข่ บอกว่า คนที่มีไข่จะได้ทำกิจกรรมต่อ ส่วนคนไม่มีก็ต้องแยกออกไป ฟังแล้วแว๊บในใจพิลึกนะ เพื่อนเธอเค้าบอกว่าเค้าเสียไข่ไปเพราะเสียสละให้พวกเธอ แล้วพวกเธอที่ยังเหลือไข่ก็จะทิ้งพวกเขาแล้วไปเล่นกันต่องั้นสิ เสียงมันย้ำนัก เจ็บนัก นี่เหรอที่เธอทำกับเพื่อนที่เสียสละ พี่จะให้โอกาสใครไม่อยากทำกิจกรรม อยากกลับไปอยุ่กับเพื่อนมากกว่าให้ส่งไข่คืนพี่มา มีหลายคนเหมือนกันนะที่ส่งคืนให้พี่เค้า พี่เค้าบีบแตกคามือเลย หลายคนร้องไห้เพราะแรงกดดัน ทำไมเราจะไม่รู้ เราก็รู้สึก... เจ็บนักที่ต้องผ่านโดยให้พวกเขาที่เสียสละกว่าเรานัก ดีกว่าเรานักต้องอยู่ข้างหลัง แต่ฉันเชื่อ... นี่เป็นสิ่งที่พวกเราพยายามรักษากันมาด้วยกันตั้งแต่เช้า และฉันจะไม่ยอมเสียมันในตอนสุดท้าย เพื่อนในกลุ่มก็ถาม พาสจะคืนพี่เค้ามั๊ย เราส่ายหน้าแล้วบอกว่า นี่คือสิ่งที่พวกเราพยายามกันมา ฉันจะไม่ทิ้งมัน (แม้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม.. แต่อันนี้ฉันไม่ได้บอกหรอก) ใครอาจเห็นว่าฉันเห็นแก่ตัว แล้วที่พูดก็เป็นข้ออ้าง ฉันก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจตัวเอง แต่ว่าฉันตั้งใจจะทำอย่างนี้จริง แม้จะเจ็บก็ตาม

อีก 2 คนในกลุ่มเรานั้นหวั่นไหว เขาร้องไห้ และเราคิดว่าเค้าคงจะให้พี่แน่ๆถ้าไม่ได้ฟังเราพูด เพราะเราพูดความเห็นเขาจึงไขว้เขว เขาถามเราหลายครั้งเมื่อพี่กดดันจะให้เราส่งไข่ให้ แต่เรายืนยันคำเดียวว่าไม่ให้ ถึงแม้เขา 2คนจะให้แต่เราจะไม่ให้ ไม่ให้ทั้งที่อยากจะร้องไห้อยู่แล้ว แต่จะไม่ให้หรอก

สุดท้ายพี่เค้าก็บอกว่าไม่มีใครเลือกผิดทั้งที่เลือกกลับไปหาเพื่อน แล้วก็คนที่เลือกจะรักษาไข่ไว้

แต่ว่าให้จำไว้ว่า เราไม่สามารถใช้ชีวิตได้โดนไม่มีเพื่อน ยึดมั่นแต่เป้าหมายนั้นไม่ประสบความสำเร็จหรอก และคนที่ยึดกับเพื่อนจนลืมเป้าหมายตนเองนั้นก็ไม่สามารถจะไปถึงจุดที่ตนเองต้องการได้ ส่วนคนที่คิดแต่เสียสละผลักดันเพื่อน ให้เพื่อนขึ้นไปอยู่ที่สูงแต่เดียวดายไม่ใช่เรื่องควร... ให้พึ่งพาอาศัยกัน

หลังจากนี้มีกิจกรรมอีกแต่ฉันไม่อยากพูดถึง อยากพูดถึงที่คิดมากกว่า ฉันคิดว่าพี่เค้าทำอย่างนี้น่ะมันเจ็บดีจริงๆ แต่ก็ทำให้ได้คิด ชีวิตในมหาลัยก็เป็นอย่างนี้ ความจริงคิดไว้อยุ่แล้ว แต่ไม่อยากให้ย้ำ... มันคล้ายเกินไป

เกรดจะไม่ได้ตัดด้วยเกณฑ์คะแนน แต่เราจะตัดด้วยคะแนนสูงสุดที่ทำได้ นั่นก็คือการเหยียบเพื่อนเพื่อไปถึงจุดหมายนั่นแหละ รู้นานแล้วและไม่อยากให้ย้ำ... ให้ประคับประคองงั้นหรือ... แล้วสุดท้ายก็ฟาดฟันกันจนจากลาหรือ คนนึงเอ อีกคนเอฟ... มันไม่ใช่แค่คนกลุ่มเล็กเราจะได้ฮั้วกันได้ ช่วยเพื่อนได้เสมอไป เราฟาดฟันกันบนเส้นทางฝันเดียวกัน... เจ็บมั๊ย...

วินาทีนั้นฉันอยากพูดอย่างนี้นัก แต่ฉันก็เป็นฉัน ฉันที่ไม่เคยมีความกล้า ไม่เคยตัดสินใจ... คนเห็นแก่ตัว

ฉันนึกถึงนิทานในนิยายเรื่องหนึ่งที่เคยอ่าน เรื่องที่ฉันเอามาดัดแปลงแต่งไว้เป็นกลอน และจะขอยกบางส่วนมาไว้ ณ ที่นี้อีกครั้ง

แล้วคนเราต่างอย่างไรกับเจ้าแพะ

ต่างวิ่งและไล่ตามฝันมุ่งค้นหา

บางคนคิดแต่ไขว่คว้าดวงดารา

ไม่คิดว่าได้เอามาทำสิ่งใด

เจ้าแพะหนุ่มวิ่งตามล่าความฝัน

ไม่คิดวันเวลาที่เลื่อนไหล

หลงลืมว่าต้องสูญเสียบางสิ่งไป

จนสิ้นใจยังไม่อาจได้สมปอง

เป็นสิ่งดีหากเรามีความฝัน

แล้วสร้างสรรค์สิ่งดีให้เผ่าผอง

ทำสิ่งใดด้วยใจที่ตรึกตรอง

คงได้ครองความสุขที่แท้จริง

หากแม้เรามีเพียงแค่ความฝัน

ไม่สร้างสรรค์ใดใดให้สรรพสิ่ง

ทำสิ่งใดด้วยใจทระนงยิ่ง

คงไม่พ้นดำดิ่งเช่นมะแม

แต่ความตายใครเล่าจักหนีพ้น

ทุกตัวตนย่อมเป็นเช่นดวงแข

เกิดแล้วดับเป็นความจริงไม่ผันแปร

สุดแท้แต่ใกล้ไกลไม่เท่ากัน

ชีวิตเรานั้นอยู่บนความจริง

ซึ่งเป็นสิ่งทั้งทุกข์โศกสรวลสัน

แต่ความสุขมักอยู่เพียงชั่ววัน

ดั่งความฝันชั่วยามราตรีกาล

เราอาจฝันเพื่อให้มีความสุข

ให้ลืมทุกข์ในจิตที่เผาผลาญ

ลืมเรื่องเศร้าเรื่องเก่าเมื่อวันวาน

แต่ไม่นานเราย่อมตื่นสู่ความจริง

ดังนั้นเราจึงควรที่จักคิด

เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะวิ่ง

แต่ถึงคราวร่วงหล่นอย่าประวิง

เพราะทุกสิ่งเป็นไปตามทางของมัน

เธอไม่ใช่คนเดียวที่วิ่งอยู่

แต่ทุกผู้ต่างวิ่งร่วมทางฝัน

บนเส้นทางที่ทุกคนวิ่งด้วยกัน

อย่าฟาดฟันทำลายฝันของใครเลย

นิทานนี้คงจะให้คำตอบได้

ว่าผู้ใดจักพ่ายแพ้ขอเฉลย

คนผู้นั้นคือผู้หลงฝันเอย

ผู้ละเลยหลีกหนีความเป็นจริง....

14/5/48-16/5/48

posted on 23 Apr 2006 17:57 by fayfena  in old-stories

14/5/48

วันนี้ไฟดับ...

แต่เราอ่านหนังสือ เทียน3เล่มก็สว่างพอจะให้อ่านอะไรได้แล้ว แปลกนัก.. วันที่ไฟดีๆฉันไม่เคยคิดจะหยิบอ่าน เพราะเอาแต่ห่วงเล่นเกมน่ะแหละ แต่พอไฟดับ มันว่างเสียจนไม่รู้จะทำอะไร แล้วในที่สุดก็หยิบเอาปึกกระดาษใกล้ๆมาอ่าน

กระดาษกองนั้นฉันได้มาจากการอบรมครั้งหนึ่ง... พูดถึงวิทยาศาสตร์และผลกระทบเกี่ยวกับมัน วิทยาศาสตร์กับความเป็นไปของสังคม

วิทยาศาสตร์ที่ตอนนี้เข้ามามีความสำคัญกับมนุษย์ หนังสือหลายเล่มว่ากันว่าตอนนี้เป็นยุคของคอมพิวเตอร์ และต่อไปเราจะใช้คอมพิวเตอร์เป็นเหมือนปัจจัยสี่ในชีวิตประจำวัน แต่ฉันว่าตอนนี้มันก็น่าจะรวมเป็นปัจจัยสี่ของคนชั้นกลางและคนชั้นสูงได้แล้ว (ถ้าไม่รวมพวกที่เป็นโรคแพ้เทคโนโลยี)

และอนาคตจะเป็นยุคของ Biotect หรือเทคโนโลยีชีวภาพ

สารพันธุกรรมต่างๆทั้งของคนและของสิ่งมีชีวิตอื่นจะถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น มีปัญหาอีกมากที่จะเกิดตามมา แต่ก็มีประโยชน์อีกมากที่ได้รับและอาจจะได้รับ ผิดและถูกจะคาบเกี่ยวกันมากยิ่งขึ้น ถึงตอนนั้นไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง และฉันจะเอาตัวรอดจากสภาพสังคมแบบนั้นได้หรือเปล่า

16/5/48

เรื่องธรรมดาที่ไม่ชินตาเสียที

วันนี้ควรจะเป็นวันที่ปกติและธรรมดา มันควรจะธรรมดาและไม่น่ามีอะไรอย่างนี้เกิดขึ้นเลย

เป็นความผิดของฉันหรือเปล่า หรือของใคร? หรือเป็นเพราะฉันทำใจไม่ได้ซักทีที่เห็นสัตว์ตัวหนึ่งทำตามสัญชาตญาณ เป็นความผิดของหมางั้นหรือที่กัดห่าน หรือเป็นเป็นความผิดของฉันเองที่เลี้ยงมันไว้โดยไม่ดูแลให้ดี

ควรจะเป็นความผิดของงฉัน ความผิดที่ซ้ำซาก

มีอะไรต้องตายไปเพราะฉันเท่าไหร่แล้ว สัตว์ของฉันตายเพราะสัตว์ของฉัน ฉันไม่ได้โกรธที่มันฆ่า ที่มันกิน หรือแม้แต่ฟัดเล่น มันเป็นสัญชาตญาณของผู้ล่า

บางทีอาจควรเลิกเลี้ยงได้แล้ว เพราะฉันทนไม่ได้ที่จะเห็นลูกตากระต่ายที่กองที่พื้น ทนไม่ได้ที่เห็นซากไก่อาบเลือดขนกระจายปลิวว่อน ทนไม่ได้ที่เห็นนกไส้ทะลักทั้งที่ยังกระพริบตาได้ และทนไม่ได้ที่เห็นห่านยืนชูคออาบเลือดทั้งที่อกถูกแหวะเป็นโพรง ทนไม่ได้แล้วจริงๆ


edit @ 2006/04/23 17:57:47


edit @ 2006/04/23 18:04:33