ไม่ได้เขียนบล็อกนานมาก เพราะหันไปปั่นนิยายอย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่วันนี้นึกอยากเขียน เพราะว่าไปเจอเหตุการณ์หนึ่ง ที่ใครหลายคนอาจจะเคยเจอเหมือนกัน

เมื่อเย็น ไปทำธุระในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง และเจอพนักงานร้านสปาแห่งหนึ่งที่เพิ่งมาเปิดสาขาใหม่เข้ามาประชาสัมพันธ์ร้าน พร้อมด้วยโปรโมชั่นตรวจไขมันฟรี...

ไอ้ความที่เราก็เซ็ง ๆ อยากได้หนังสือใหม่แต่เดือนนี้ใช้เงินไปเยอะแล้วไม่อยากเดินเข้าร้านหนังสืออีก ตั้งใจจะอ่านทุกสิ่งที่อยากรู้จากเน็ตไปก่อน จึงเลี่ยงร้านหนังสือมาเจอนี่แทน เห็นว่าฟรี ไม่เคยเข้าร้านสปาด้วยก็เลยเดินตามเขาไปง่าย ๆ

ตรวจจริงๆ ไวมาก สองนาทีก็เสร็จ แค่ยืนบนเครื่องมือวัดแป๊ปเดียว แต่ที่นานคือการอธิบาย การเกลี่ยกล่อม และการเสนอขาย

ก่อนอื่นขออวดน้ำหนักต่อหน้าประชาชี

วันนี้ชั่งได้ 60.1 สูง 165 ค่ะ

หากเทียมตามดัชนีมวลกายแล้ว ถือว่า "ปกติ" ค่ะ

แต่เมื่อวัด เขาแจ้งว่าน้ำหนักมากเกินไปราว ๆ สี่กิโลนะคะ ดังนั้นด้วยข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักสุขภาพพื้นฐาน น้ำหนักนี้ไม่เกิน ฉันจึงบอกทันทีว่า

อิฉัน...  "ตามมาตรฐาน BMI ถือว่าปกติค่ะ"

พนักงานขายคอร์สสปา... "แต่ปัจจุบันเขาต้องต่ำกว่าปกติ 4-5 กิโลนะคะ"

อิฉันคิดในใจว่า... ก็แล้วไงล่ะ ต่ำกว่าปกติก็แปลว่าไม่ปกติไง

ต่อมาเขาก็แจกแจงค่าต่างๆ เช่นมีความหย่อนคล้อยของแขนขา ไขมันสะสมทั่วร่างกายมากกว่าปกติ ปริมาณน้ำน้อยเกินไป ซึ่งฉันก็รับฟังแต่โดยดีค่ะ ฟังไว้ไม่เสียหลายนี่นา หลายเรื่องก็เป็นเรื่องจริง เช่นการทานน้ำน้อยกว่าที่ควรมาก ..อันนี้รู้ตัว แต่ยังปรับตัวเองไม่ได้

ต่อมาเขาก็เริ่มแจกแจงคอร์สต่างๆ เบ็ดเสร็จราวๆ 20000 บาท ซึ่งเราก็ปฏิเสธไปด้วยเหตุผลเป็นความจริงที่สุดในโลกว่า

อิฉัน... "ไม่อ่ะค่ะ เก็บไว้เอาไปเรียนป.โทดีกว่าค่ะ"

พนักงานฯ "แต่อันนี้มันเพื่อสุขภาพของเรานะคะ"

อิฉัน... "ไม่เป็นไรอ่ะค่ะ" ก็ตอนต้นๆ พี่บอกเองนี่ว่าสุขภาพดีไม่มีโรคประจำตัว ดังนั้นมันก็ดีอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องเสีย 20000 ให้สุขภาพดีไปกว่านี้เลย

พนักงานฯ... "แหม นานๆ ครั้งถือว่าให้รางวัลตัวเองไงคะ"

อิฉัน... "ถ้าพี่ได้เงินเดือนเจ็ดพัน พี่จะจ่ายเงินสองหมื่นเพื่อให้รางวัลตัวเองไหมคะ"

พนักงานฯ ... "แต่มันก็เพื่อสุขภาพและรูปร่างที่สวยงามของเรานะคะ พี่เสนออันนี้ให้แล้วกัน  เนี่ยถ้าทำอันนี้ๆ นะ จะลดได้ทันทีครึ่งกิโลเลย ระหว่างทำเหงื่อจะออก แล้วพอไปฉี่นะคะ จะเห็นเลยว่าขับของเสียออกมา ฉี่จะเหลืองเลยค่ะ"

อิฉันนึกในใจ... ก็แหงสิคะ เหงื่อออก น้ำน้อยลง ระบบไตย่อมทำให้ฉี่เข้มขึ้นเป็นธรรมดา ไม่ได้เกี่ยวกะเสียไม่เสียเลยอ่ะ แล้วเอาน้ำออกตั้งเยอะ ลงครึ่งโลก็ไม่แปลกหรอก นักมวยยังทำกันเลยเวลาพยายามลดน้ำหนักก่อนขึ้นชกอ่ะ 

แล้วฉันก็ได้เห็นการลดกระหน่ำอย่างแท้จริง คอร์สลดลงมาเรื่อยๆ จนเหลืออยู่ที่หนึ่งพันบาท... ไม่ครบครันเท่าอันแรกแน่ๆ ล่ะ แต่ก็ต่ำลงมาจนน่าตกใจเหมือนกัน

อิฉัน.... "ไม่อ่ะค่ะ หนึ่งพันบาทนี่ขอเอาไปส่งหนี้ก่อนละกัน"

พนักงานฯ "งั้นเอางี้ วันนี้จ่ายก่อนครึ่งนึง ครั้งหน้าค่อยมาจ่ายพี่อีกครึ่ง"

อิฉัน... "ไม่อ่ะค่ะ ไม่ชอบเป็นหนี้"

พนักงานฯ "ไม่ได้เป็นหนี้ค่ะ พี่ให้แบ่งจ่ายไงคะ เป็นครั้งๆ ไป"

อื่นๆ อีกมากมาย สุดท้ายก็ขายคอร์สสปาฉันไม่ได้หรอก เพียงแต่ติดใจตรงที่ เพื่อ "สุขภาพและความงาม"

มันแว๊บขึ้นมาว่า สองคำนี้ถูกผูกติดกันตั้งแต่เมื่อไหร่ โดยเฉพาะเมื่อสุขภาพถูกผูกไว้กับการความงามที่ควรจะมีรูปร่างซึ่งต่ำกว่าน้ำหนักมาตรฐาน

หรือมาตรฐานเดี๋ยวนี้เปลี่ยนไป... ถ้าอย่างนั้นที่เปลี่ยนไปเป็นเหตุผลทาง "สุขภาพ" หรือ "ความงาม"

คำตอบคือ "ความงาม"

(ถ้าเป็นสุขภาพ รบกวนกระทรวงสาธารณสุขช่วยออกมาตรฐานดัชนีมวลกายใหม่ลงมาให้สถานพยาบาลด้วย)

ความสวยงาม ซึ่งเป็น "ค่านิยม"

ค่านิยมแปลว่าคนส่วนใหญ่เห็นว่างาม  แต่ว่าคนส่วนใหญ่ "เห็นว่า" มันแปลว่านั่นเป็นสิ่งถูก เป็นสิ่งควร หรือเปล่า... ก็อาจจะไม่แน่เสมอไป

และที่สำคัญค่านิยมนั้นเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ทำไมคนเราจึงเอาความคิดของคนอื่น เอาการอดอาหาร การใช้ยาลดความอ้วนต่างๆ (บางคนถึงขั้นใช้ยาเสพติดเพื่อลดน้ำหนัก) มาทำร้ายตัวเอง

ในเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้รูปร่างในการทำงานเสียหน่อย เราใช้สมองต่างหาก เราใช้ความสามารถ

ทำไมผู้ชายได้โอกาสที่ดีกว่าในการสร้างค่านิยมด้านความงาม ให้มีร่างกายแข็งแรง มีกล้ามเนื้อ แต่ผู้หญิงสร้างค่านิยมด้านความงามให้ตัวเองอ่อนแอ ขาดอาหาร ผอมกิ่วอยู่ตลอดเวลา

ควรหรือยังที่ผู้บริโภคทั้งหลายจะมี "สติ" พิจารณาโฆษณาชวนเชื่อต่าง ๆ ให้มากขึ้น

รวมถึงมั่นใจใน "คุณค่า" ของตัวเองมากกว่านี้ด้วย

หากค่าของคุณอยู่ที่รูปร่าง คุณก็ต้องวุ่นอยู่กับมันตลอดนั่นล่ะ แล้วสักวันนึงมันก็จะจากคุณไป คุณต้องทำใจให้ได้ว่าสักวันนั้นคุณค่านี้จะเสื่อมไปตามสังขารนั่นแหละ

 ปล. หากอยากอ่านอะไรคล้ายๆ กัน แนะนำเอนทรี่นี้  "ฟิตเนสโปรโมชั่น..."

edit @ 23 Sep 2009 19:56:53 by fayfena

 

มาคิดดูแล้วแม้ จขบ. จะไม่ได้ร่ำเรียนในสายศิลปะศาสตร์ที่เอกภาษา และตอนมัธยมก็เรียนสายวิทย์เสียด้วย แต่กลับชอบการอ่านตั้งแต่เด็กๆ จำได้ว่าชอบกลอนดอกสร้อยมาก ตอนสมัยเรียนประถมมีหนังสือบางๆ เล่มหนึ่งชื่อ “ดอกสร้อยแสนรัก” ที่อ่านจนจำได้เกือบทั้งเล่ม .... แต่ตอนนี้จำไม่ได้แล้ว


 แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยเขียนกลอนเลยช่วงประถมก็ไม่เคยเขียนอะไรเลย นอกจากสมุดจดการบ้าน  ฮา
 จขบ.เริ่มมาเขียนกลอนตอน ป. 6 ค่ะ เพราะได้แรงบันดาลใจจากรุ่นพี่คนหนึ่ง.. อายุมากกว่า จขบ. 1 ปี ตอนนี้ไม่ทราบไปมีชีวิตอยู่ที่ไหนแล้ว เพราะตั้งแต่พี่เขาจบไป ป. 6 จขบ. ก็ติดต่อไม่ได้อีก พี่คนนั้น จขบ. เรียกว่าพี่ “หงส์หยก” ชื่อจริงอะไรก็จำไม่ได้แล้ว จำได้ว่าเป็นคนผิวขาว หน้าตาน่ารักมาก ผมหยิกเป็นลอนๆ ตาโตสีน้ำตาล เหมือนตุ๊กตาเลยค่ะ (ภาพนี้อาจได้รับการแต่งเติมตามเวลาที่ล่วงเลยไป ความประทับใจในอดีตอาจเสริมส่วนที่จำไม่ได้ให้ดูดีกว่าตัวจริง 5555)


 ในวันเกิดตอน จขบ. อยู่ ป. 5 พี่หงส์หยกได้ให้ของขวัญ จขบ. มาชิ้นหนึ่ง เนื่องจากวันเกิดอยู่ช่วงสอบปลายภาคพอดี จึงนับได้ว่าของชิ้นนั้นเป็นของขวัญชิ้นแรก ชิ้นเดียว และชิ้นสุดท้ายที่ จขบ. ได้จากรุ่นพี่คนนี้  มันไม่ใช่ของหรูหราราคาแพงเลยค่ะ เป็นหลอดพลาสติกสีเหลืองกับสีม่วง ตัดสั้นๆ ประมาณ 5-8 เซนติเมตร เรียงสลับสีกันเป็นแพ กว้างสัก 10 เซนติเมตรได้ เย็บแม๊กปิดปากถุงด้วยกระดาษสีหน่อยหนึ่ง และมีลวดที่พับเป็นดอกกุหลาบติดอยู่ ข้างในสอดกลอนแปดสั้นๆ ไว้บทหนึ่ง ตอนนี้ จขบ. ก็ยังเก็บของขวัญชิ้นนี้ไว้ เสียดายไม่มีกล้องถ่ายรูป ไม่อย่างนั้นจะถ่ายให้ดูค่ะ


 กลอนบทนั้นเขียนว่า

สู้ต่อไปเถอะนะคนดี
พี่คนนี้ไม่มีอะไรให้
มีแต่ความรักและกำลังใจ
มอบให้ด้วยสายใยและไมตรี

 หลังจากนั้น จขบ. ก็กลับไปหาสมุดติดตัวไว้เล่มนึง นั่งเขียนกลอนแปดบ้าง กาพย์ยานี 11 บ้าง (สมัยประถมเรียนโคลง 4 สุภาพด้วย แต่จขบ. ไม่มีปัญญาแต่ง) สมุดเล่มนั้นยังอยู่จนถึงวันนี้ กลับไปเปิดอ่านทีไรก็ขำทุกที.. แต่งกลอนได้เน่ามาก แต่ช่วงนั้นเขาก็ฮิตกลอนหวานๆ กันอยู่หลายปี มีหนังสือกลอนขายเต็มไปหมด ขายดีเสียด้วย จขบ. ไปยืนอ่านฟรีบ่อยๆ ในร้านหนังสือเมื่อตอนขึ้นเรียนชั้นมัธยมแล้ว


 แต่งอยู่ได้สักปีกว่าๆ ก็ค่อยๆ ลดจำนวนและความถี่ลง แต่พบว่าตัวเองแต่งได้ยาวขึ้น ได้จดใส่สมุดบ้างไม่ได้จดบ้าง หายไปก็เยอะ ส่วนใหญ่เน้นแต่งเอาสนุกมากกว่า จนจบชั้นมัธยมก็ยังรู้จักอยู่แค่สัมผัสนอกกับสัมผัสใน เรื่องบังคับเสียง เรื่องการคำซ้ำ คำเป็นคำตาย ไม่รู้จักสักอย่างหนึ่ง แถมสกิลยังตก แต่งได้แค่กลอนแปดอย่างเดียวด้วย  555


 มาถึงวันนี้.. สกิลการแต่งกลอนอัพขึ้นบ้างไหม จขบ. ก็ไม่ทราบ ยังแต่งอยู่บ้างแต่ไม่บ่อยนัก
แถมไม่เคยอ่านเรื่องที่เป็นร้อยกรองอยู่แค่สองเรื่อง แถมอ่านไม่จบอีกต่างหาก วรรณคดีไทยก็ไม่เคยอ่านอะไรที่นอกเหนือจากบทเรียน เป็นคนที่มีความรู้ด้านร้อยกรองคับแคบมาก ถึงอย่างนั้นก็ยังชอบนะคะ ถ้ามันไม่ได้อ่านยากจนเกินไป จขบ. ก็ชอบสัมผัสเสียง ชอบการเล่นคำของบทร้อยกรองต่างๆ


และคิดว่า... ถ้ามีใครมีความสามารถผูกบทร้อยกรองง่ายๆ เป็นนิทานให้เด็กๆ อ่านบ้าง ก็น่าจะเป็นการปลูกฝังที่ดีให้เด็กรักภาษาไทย... เนอะ ว่าไหมคะ

ฉันมีเรื่องเล่า
อยากกล่าวขับขาน
มาฟังนิทาน
กาลเก่ากันเอย

(กลอนสี่สัมผัสเพี้ยนๆ แต่อยากแต่งค่ะ)

 

 

edit @ 16 Jun 2009 19:48:53 by fayfena

edit @ 16 Jun 2009 19:49:44 by fayfena

ทำงานมาได้เดือนกว่าๆ ตอนนี้นอกจากห้องที่ตัวเองทำงานประจำ เอกสารจำนวนมหาศาล เครื่องถ่ายเอกสาร และเรื่องของเด็กๆ แล้ว จขบ.เริ่มมีการลงไปเมียงมอง (ยังเรียกว่าทำไม่ได้ค่ะ แต่มองเฉยๆ) งานเกี่ยวกับผู้สูงอายุบ้างเหมือนกัน

 

                เมื่อสัปดาห์ก่อนผู้สูงอายุสักสิบคน มีตั้งแต่อายุห้าสิบนิดๆ ไปจนเจ็ดสิบปลายๆ มาซ้อมรำกันที่อาคารผู้สูงอายุ ในที่ทำงานของจขบ.ค่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปแสดงที่ไหน แต่เป็นภาพการซ้อมรำที่น่ารักดี

 

                การซ้อมรำไม่ได้จริงจังเอาเป็นเอาตายหรอกค่ะ เป็นแค่การให้ผู้สูงอายุได้มีกิจกรรม ได้ออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ และได้พบปะพูดคุยกันเสียมากกว่า บางคนก็อุ้มหลานขวบกว่าๆ มาซ้อมรำด้วย ซ้อมไปก็ต้องคอยวิ่งไปโอ๋หลาน จะเอาไปฝากใครดูแลก็ไม่ได้ เพราะเด็กติดยายแค่ไม่เห็นหน้าก็ร้องไห้งอแง วุ่นวายกันต้องวิ่งกลับมาหายายอยู่ดี สุดท้ายคุณยายเลยต้องพามาซ้อมรำด้วย ผู้สูงอายุท่านอื่นๆ ก็เลยได้โอกาสมานั่งแหย่เล่นกับเด็กไปด้วย

 

                ในฐานะตากล้อง (ที่ไม่มีกล้องเป็นของตัวเอง) จับภาพขณะซ้อมรำและระหว่างนั่งพักของคณะนางรำไปได้หลายฉาก แม้จะไม่สวยนักเพราะชัตเตอร์ช้าไม่ทันใจ ทำให้ต้องคอยกะจังหวะกดก่อนภาพที่อยากได้จริงๆ สักวินาทีนึงตลอดเวลา แต่ก็ทำให้เห็นภาพในมุมที่ผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายพยายามรำกันให้สวยอย่างสุดฝีมือ

                แม้การเก็บรูปจะมีอุปสรรคเพราะห้องแคบมาก จนจขบ.อยากจะเบียดตัวเองลงไปในผนังเพื่อจะได้มุมกล้องกว้างขึ้น เพื่อจะได้เก็บรูปคณะนางรำวัยชราทั้งหมดนำไปใส่ในแฟ้มโครงการได้ สุดท้ายแม้ได้ไม่หมดทุกคน แต่ป้าๆ ยายๆ ก็ให้ความร่วมมือและตั้งอกตั้งใจกันดีมากๆ จนประทับใจค่ะ

 

                หลังจากซ้อมรำเสร็จก็เป็นกิจกรรมนั่งเมาท์และรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันของเหล่าผู้สูงอายุ มีคุณยายท่านหนึ่งแกงขี้เหล็กมาหม้อเบ้อเร่อ ตักใส่ถุงแจกเจ้าหน้าที่ในที่ทำงานของจขบ.ไปตั้งหลายคนก็ยังเหลือให้นั่งกินกันได้อีก 2 ชามใหญ่ๆ คุณย่า คุณยายท่านอื่นๆ บางคนก็หิ้วกับข้าวมาจากบ้านเช่นเดียวกัน ส่วนบางคนก็ซื้อมาจากร้านข้าวแถวนั้นมานั่งกินร่วมกัน ส่วนจขบ.ที่เป็นขาจรมาร่วมแจม วันนั้นหิ้วข้าวไปกล่องหนึ่งกับไข่เจียวใส่พริก กินกับแกงขี้เหล็กแล้วอร่อยเลิศมากค่ะ

 

                สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นอาจไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ แต่ก็งดงามน่าประทับใจสำหรับจขบ.นะคะ คุณยายเขามีความสุข หัวเราะหยอกล้อเล่นกัน คนที่ยังแข็งแรงก็ช่วยคนที่แข็งแรงน้อยกว่า... ดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

 

                มีผู้สูงอายุเพียงสิบคนเท่านั้นที่มาร่วมกิจกรรม ทานอาหารและพูดคุยร่วมกันอย่างสนุกสนาน พวกเขามาได้เพราะยังสุขภาพแข็งแรงดี และมีทุนทรัพย์มากพอ

 

                แล้วยังมีผู้สูงอายุอีกมากมายเท่าไรที่ต้องนั่งเหงาอยู่กับบ้านตามลำพังเมื่อลูกหลานออกไปทำงาน หรืออีกมากมายเท่าไรที่ต้องอดมื้อกินมื้อเมื่อไม่มีแม้แต่ลูกหลานมาดูแล

edit @ 15 Jun 2009 19:00:29 by fayfena